ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาเเล้ว เห็นว่า บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ นอกจากนี้บุคคลทั่วไป ไม่สามารถเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 อย่างได้
ทั้งนี้ รหัสแท่งบาร์โค้ด เป็นระบบเก็บข้อมูลแบบ 2 มิติ แบบคิวอาร์โค้ด เป็นระบบเก็บข้อมูลแบบ 1 มิติ จะได้เพียงข้อมูลดิบ ซึ่งการสืบค้นข้อมูลผู้ใช้สิทธิ จะต้องเข้ารหัสอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ เมื่อสแกนแล้วจะเป็นรหัสอีกชั้น เพื่อถอดรหัสอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นเมื่อสแกนบัตรแบบแบ่งเขต จะเห็นเป็นหมายเลขเล่ม และเมื่อสแกนแบบบัญชีรายชื่อ จะได้หมายเลขเล่ม ที่ตรงกับต้นขั้ว และการสแกนบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด จะไม่สามารถเข้าถึงตัวผู้ลงคะแนนหรือข้อมูลการลงคะแนนได้
การมีบาร์โค้ดมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจนับบัตรและเล่มบัตร เมื่อฉีกบัตรแล้วจะมีการแยกเก็บและมีวิธีรักษาความปลอดภัย และไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้งมาเจอกันต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิได้อีกแล้ว
ทั้งนี้ เอกสารบัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง รวมถึงบัญชีรายชื่อ อยู่ในความครอบครองของผู้อำนวยการจัดการเลือกตั้งประจำจังหวัด ซึ่งมีบัตรเป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้งได้ และมีเพียงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะเข้าไปตรวจสอบหรือระบุตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ แต่เป็นวิธีที่มิชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม บัตรเลือกตั้งแบบเดิม มีข้อเสียคือสามารถทำบัตรปลอมได้ง่าย และยากต่อการตรวจสอบ แต่บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด มีข้อดีคือ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันการปลอมแปลง และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นเมื่อหย่อนบัตรแล้ว จะไม่สามารถทราบได้ว่าบัตรนั้นเป็นของใครลงคะแนนให้ใคร หากแต่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ในบางกรณีที่จำเป็น เช่น ตรวจสอบการสุจริตของกระบวนการเลือกตั้ง ดังนั้น ภายใต้การเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข ก็มีข้อเสียคือตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้ลงคะแนนเลือกใครพรรคการเมืองใด
โดยการมีรหัสบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด เป็นเพียงเครื่องมือระบุบัตรเลือกตั้ง เป็นการควบคุมบัตรเลือกตั้งให้เกิดความถูกต้อง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงว่า ใครลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
และเมื่อพิจารณามาตรการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ตั้งแต่การจัดพิมพ์จนถึงการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง รหัสแท่งบาร์โค้ด เป็นมาตรการป้องกันการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต การกำหนดรหัสหรือข้อมูลเฉพาะ และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ว่าบัตรดังกล่าวเป็นไปตามที่จัดสรรหรือไม่ บาร์โค้ดสามารถควบคุมบัตรเลือกตั้งที่ออกไปยังเขตต่างๆ และตรวจสอบบัตรเลือกตั้งที่นำไปใช้จริงได้
ดังนั้น การกำหนดให้ใช้แท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีเหตุผลความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคของการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีระยะเวลา และจำนวนบัตรที่มีจำนวนมาก
แม้ว่าการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง การควบคุมบัตรเลือกตั้งอาจจะทำได้โดยการพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือ รหัสคิวอาร์โค้ด แต่การกำหนดใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด เป็นทางเทคนิคที่สามารถควบคุม การจัดพิมพ์แบบเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการกำกับ ตรวจสอบบัตรเลือกตั้งเป็นรายใบ ตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์กระบวนการจัดสรรบัตรเลือกตั้ง ยังไม่อาจมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอให้การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ
เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่าง ประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้นจากการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด กับผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับและสิทธิเลือกตั้ง หรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนแล้ว เห็นได้ว่าระบบการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งโดยรวม การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด เป็นข้อมูลใช้สำหรับควบคุมและตรวจสอบการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานจากการไต่สวนยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใด นำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนนจนทำให้สามารถทราบได้ว่า ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่า การกำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการทำลาย หรือทำให้สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยลับและเสรีภาพของประชาชนในการลงคะแนนเสียไป เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
อนึ่ง แม้การกำหนดรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็น ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหรือระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ศาลจึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
โดยศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 : 0 วินิจฉัยว่า การใช้รหัสคิวอาร์โค้ด ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 87 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในประเด็นที่ 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติโดยเสียงข้างมาก 8 : 1 วินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 87 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
โดยประเด็นนี้ ตุลาการเสียงข้างมาก จำนวน 8 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม , นายวิรุฬห์ แสงเทียน , นายจิรนิติ หะวานันท์ , นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ , นายอุดม รัฐอมฤต , นายสุเมธ รอยกุลเจริญ , นายสราวุธ ทรงศิวิไล และ พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช
ตุลาการเสียงข้างน้อย จำนวน 1 คน คือ นายนพดล เทพพิทักษ์ เห็นว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่สามารถสืบย้อนกลับถึงตัวบุคคลที่ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติโดยเสียงข้างมาก เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสาม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ร้องทั้งสามควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทตามคำวินิจฉัยนี้ให้มีมาตรการที่รัดกุมและเข้มงวดเป็นเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง