🔵 ปฏิรูปราชการ ไม่ควรมองแค่ “ตัวเลข” การลดคน
รศ.ดร.สุนิสา กล่าวว่า แม้รัฐบาลตั้งเป้าลดกำลังข้าราชการ 15% ภายในปี 2575 หรือประมาณ 30,000 อัตรา แต่การปฏิรูปไม่ควรมองเพียงตัวเลขการลดคน เพราะบางหน่วยงานมีบุคลากรมากเกินความจำเป็น ขณะที่บางหน่วยงานกลับขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก จึงต้องมีการวางแผนกำลังคนใหม่ทั้งระบบ รวมถึงเปิดทางให้เกิดการโยกย้ายข้ามหน่วยงาน และเตรียมโครงการเปลี่ยนผ่านอาชีพรองรับผู้ที่จะออกจากระบบราชการ
ในขณะที่ รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เป้าหมายของการปฏิรูปไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดงบประมาณหรือลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องตอบคำถามสำคัญว่า ภารกิจและโครงสร้างของแต่ละกระทรวงยังเหมาะสมกับโลกยุคใหม่หรือไม่
พร้อมเสนอให้ทบทวนตำแหน่งบริหารและที่ปรึกษา ซึ่งอาจเป็นแนวทางลดต้นทุนได้มากกว่าการตัดตำแหน่งระดับปฏิบัติการ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภารกิจบริการประชาชนและตรวจสอบภาครัฐ
🔵 แช่แข็งเงินเดือน “ข้าราชการ” นักการเมืองไม่กล้าพูด?
แม้ตัวเลขทางการคลังและจำนวนบุคลากรภาครัฐจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดว่าถึงเวลาที่ควรปฏิรูป แต่ที่ผ่านมาล้วนเกิด “แรงต้าน” จนไม่มีรัฐบาลใดทำสำเร็จได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม มีเหตุผลสำคัญอยู่ 3 ประการ
1. ฐานเสียง “ข้าราชการ” จำนวนกว่า 3 ล้านคน มากเพียงพอให้บรรดานักการเมืองรับฟังและกังวล เพราะไม่ใช่เพียงคนเหล่านี้เท่านั้น แต่อาจหมายถึงครอบครัวของข้าราชการที่ต้องผิดหวังกับนโยบายเมื่อข้าราชการต้องเสียประโยชน์ด้วย
2. การเมืองขาดเสถียรภาพ เมื่อการเมืองไทยไม่แน่นอนและไม่มีความต่อเนื่อง นักการเมืองไม่รู้ว่าจะต้องเลือกตั้งกันเมื่อไหร่ อุบัติเหตุทางการเมืองใดบ้างจะเกิดขึ้น ย่อมทำให้นโยบายปฏิรูปเช่นนี้คือ “ความเสี่ยง” เสี่ยงที่จะต้องถูกวิจารณ์และไม่สำเร็จ อาจโดนนิติสงครามเล่นงานก่อน จึงเลือกทำเรื่องที่ง่ายอย่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและนโยบายประชานิยมก่อน
3. มอง “ข้าราชการ” เป็นเครือข่ายการเมือง การเมืองในช่วง 20 ปีมานี้ บรรดานักการเมืองมอง “ข้าราชการ” เป็นเครือข่ายทางการเมืองเพื่อสนองตอบความต้องการของตนเองเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังว่าข้าราชการต้องเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มากมายเหมือนประเทศอื่น แค่ทำงานตามคำสั่งได้ถือว่าเพียงพอแล้ว ในทางตรงกันข้าม ยิ่งข้าราชการที่เก่งและตั้งคำถาม มักไม่เป็นที่โปรดปรานของนักการเมือง และจะกระทบต่อความเจริญก้าวหน้าในเส้นทางของตนเอง
เราจึงเห็นภาวะ “สมองไหล” ข้าราชการระดับหัวกะทิล้วนโบกมือลาระบบราชการ ออกไปทำภาคเอกชนที่ให้การยอมรับในความสามารถของตน มากกว่าเส้นสายบารมีว่าเป็น “เด็กของใคร”
การเลื่อนคนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดข้ามลำดับอาวุโสโดยไม่สนใจว่าจะมีใครโต้แย้งหรือไม่ เพื่อหวังจะได้คนของตัวเองไปคุมกระทรวงนั้นๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม “นักการเมือง” ถึงไม่พูดเรื่องการลดจำนวนข้าราชการ แช่แข็งเงินเดือน หรือตัดสิทธิสวัสดิการต่างๆ เพราะ “ข้าราชการ” เป็นหน่วยลงทุนที่พวกเขาเก็บสะสม เพื่อใช้ประโยชน์เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั่นเอง