“รัฐสภา” ถกร่างกฎหมาย 34 ฉบับ รัฐบาลชงกลับมาพิจารณาต่อ
15 พ.ค. 2569 | katchatapong_lee

“รัฐบาล” ชง “รัฐสภา” ฟื้น 34 ร่างกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ – “ฝ่ายค้าน-สว.อิสระ” ทวง “ร่างแก้ไข รธน." หวั่นรัฐบาลเทกฎหมาย PRTR ทำไทยตกขบวน OEDC
ข่าว
15 พ.ค. 2569 | katchatapong_lee

“รัฐบาล” ชง “รัฐสภา” ฟื้น 34 ร่างกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ – “ฝ่ายค้าน-สว.อิสระ” ทวง “ร่างแก้ไข รธน." หวั่นรัฐบาลเทกฎหมาย PRTR ทำไทยตกขบวน OEDC
การประชุมร่วมรัฐสภา ในวันนี้ (15 พ.ค.) มีวาระสำคัญมีวาระสำคัญในการให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ค้างการพิจารณาอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะมีการประกาศยุบสภา เมื่อ 12 ธันวาคม 2568 และต่อมาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้มีมติให้ร้องขอต่อรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบนำร่างกฎหมายบางฉบับ กลับมาพิจารณาต่อตามขั้นตอน อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริหารแก่ประชาชน, ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย, ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด, ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรม, ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนตำบล เทศบาล และระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น, ร่างพระราชบัญญัติ กสทช. และร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า และร่างพระราชบัญญัติอื่น ๆ จำนวนรวม 34 ฉบับ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายตั้งคำถามถึงคณะรัฐมนตรี ถึงหลักการในใดการพิจารณาว่า จะนำร่างกฎหมายบางฉบับ กลับมาพิจารณาต่อ เพราะพรรคประชาชน เห็นว่า ยังมีร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายการปฏิรูปกองทัพ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม แต่กลับปัดตกไม่ขอให้รัฐสภานำกลับมาพิจารณา พร้อมยั้งตั้งข้อสงสัยต่อกรณีที่ก่อนหน้านี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมมาระบุถึงการไม่ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมให้รัฐสภาพิจารณา เพราะอย่างไรก็ไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาชุดนี้ เพราะมี สส.และ สว.ไม่เห็นด้วยว่า รัฐบาลสามารถคิดแทน สส.-สว. ได้จริงหรือไม่ จึงตัดสินใจปัดตนต้นแต่ต้น หรือ ให้รัฐสภาพิจารณาว่าร่างกฎหมายใด จะได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ ดังนั้น ตนจึงขอตั้งคำถามกลับไปถึงรัฐบาลว่า ร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับ ที่รัฐบาลส่งกลับมา จะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภา หรือทั้ง 34 ฉบับ รัฐบาลได้มีการพูดคุยกันหลังบ้านกับทั้งสภาล่าง และสภาบนแล้ว
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สนับสนุนให้นำร่างกฎหมายหลายฉบับกลับมาพิจารณาต่อ ซึ่งแม้บางฉบับจะมีข้อถกเถียง แต่ก็ขอให้แต่ละสภาได้พิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมยังตั้งข้อสังเกตถึงร่างกฎหมาย ที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ยืนยัน เพราะบ่งบอกถึงแนวคิด หรือทัศนคติของรัฐบาล โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความพยายามแก้ไข เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว จนมีการจัดทำ MOA ของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นความหวังของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และยังมีการจัดการออกเสียงประชามติ ที่มีประชาชนเห็นชอบ ตนจึงเห็นว่า รัฐบาลควรแสดงความเคารพต่อผลการออกเสียงประชามติ ที่รัฐบาลไปขอให้มีการจัดทำขึ้น
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
นายอภิสิทธิ์ ยังทราบดีว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมา ก็ไม่ได้หมายความว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านทันที หรือต้องตั้งกรรมาธิการใหม่ แต่ก็น่าเสียดาย เพราะหากรัฐบาลยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ สภาก็จะย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นที่ค้างอยู่ และประเด็นหมวด 1 และ หมวด 2 สภาชุดก่อน สามารถประนีประนอมได้แล้ว แต่รัฐบาล กลับเลือกให้กระบวนการกลับไปตั้งต้นใหม่ ซึ่งตนเชื่อว่า ประเด็นละเอียดอ่อนจะกลับมาเป็นความขัดแย้งใหม่ และการตัดสินใจไม่ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการไม่เคารพ MOA ที่เคยทำไว้ และเสียงประชามติของประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงจะทำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับมาเป็นความขัดแย้งในสังคม
นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อกันในการเสนอกฎหมาย อย่างร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ ร่างกฎหมาย PRTR ที่กว่าประชาชน จะสามารถรวบรวมชื่อได้ และถึงขั้นที่กรรมาธิการพิจารณาอยู่แล้ว ซึ่งแม้จะมีมุมมองต่างกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน แต่เท่าที่ตนทราบ ปัญหาเป็นที่ยอมรับทุกฝ่ายแล้ว แต่รัฐบาลกลับใจไม่กว้างพอที่จะให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไปต่อ และแม้ประชาชน จะสามารถเข้าชื่อกฎหมายยืนยันกลับมาได้ แต่ประชาชน ก็ต้องกลับไปเข้าชื่อกันใหม่ และไปต่อคิวในการเสนอกฎหมายอีกหลายฉบับ
นายอภิสิทธิ์ ยังแสดงความแปลกใจต่อนโยบายของรัฐบาล ที่จะเร่งผลักดันให้ประเทศไทย เข้าร่วม OECD: Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และร่างกฎหมาย PRTR ก็จำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หากประเทศไทยต้องการเป็นสมาชิก OECD จึงสงสัยเป็นอื่นไม่ได้ เพราะเพียงแค่ร่างกฎหมายดังกล่าว ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ แต่รัฐบาลก็ไม่ตัดสินใจยืนยัน รวมถึงร่างกฎหมายอื่น ๆ ราว 4 ฉบับ ที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ก็สะท้อนมุมมอง และใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาประเทศ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรมว่า ตนเองไม่ได้มีปัญหากับการนิรโทษกรรมทางการเมือง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และผู้ที่ได้ประโยชน์จากร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ นักการเมือง และรัฐบาลให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ แต่ร่างกฎหมายที่นิรโทษกรรมประชาชน ที่มีปัญหาที่ทำกิน หรือถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้ง ๆ ที่รัฐไปรุกประชาชน แต่รัฐบาลกลับไม่เลือกนำกลับมาพิจารณาต่อ กลายเป็นว่า ร่างกฎหมายที่ประชาชนลงประชามติ หรือร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอ รัฐบาลตัดสินใจไม่เดินหน้า และให้กลับไปตั้งต้นใหม่
นายอภิสิทธิ์ ยังทวงถามถึงร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และแนวหน้าสุขภาพ หรือ อสม.ที่ช่วงเลือกตั้ง นักการเมืองมักรัก อสม. แต่เมื่อการเลือกตั้งจบ รัฐบาลของรัฐบาลก็ไม่ได้ระบุถึง ร่างกฎหมายที่จะยกระดับ และสวัสดิการ อสม.ก็ถูกทิ้ง ทั้งที่ทั่วโลกยกย่องกลไก อสม.ที่สร้างระบบสาธารณสุขที่มีความแข็งแกร่งให้กับประเทศ รวมถึงยังมีความท้าทายที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้งติดบ้าน และติดเตียง ซึ่งเหตุใดร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงต้องกลับไปตั้งต้นใหม่
นายอภิสิทธิ์ ยังขอให้รัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิดใหม่ว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจบริหาร แต่รัฐบาล มาจากสภา และสภามาจากประชาชน สิ่งที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว สิ่งที่ประชาชนรวมตัวกันผลักดันกฎหมายแล้ว อำนาจสุดท้ายอยู่ที่นักการเมืองอยู่แล้ว จึงควรให้โอกาสประชาชน และคิดถึงกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม ทั้งที่มีปัญหาที่ทำกิน แรงงาน หรือ อสม.ที่ควรมีกฎหมายไปแก้ปัญหา เพื่อทำหน้าที่การเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่แท้จริง
นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง พรรคประชาชน แสดงความเสียดายที่รัฐบาล ไม่ยืนยันร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ ร่างกฎหมาย PRTR กลับมาพิจารณา ทั้งที่กรรมาธิการฯ พิจารณาปรับแก้เสร็จแล้ว และรอการพิจารณาในวาระที่ 3 แต่กลับมีการยุบสภาก่อน พร้อมยังระบุอีกว่า มีอดีตกรรมาธิการฯ ที่เคยยกมือให้ความเห็นชอบ เคยให้ความสำคัญ และร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้จนแล้วเสร็จ และได้กลับมาเป็นรัฐบาลในชุดนี้ แต่เหตุใดกลับไม่ช่วยกันยืนยันให้นำร่างกฎหมายฉบับนี้ กลับมาในสภาต่อด้วย
กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง พรรคประชาชน
นางสาวกมนทรรศน์ ยังเห็นว่า การที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสบนเวทีโลกอย่างการเข้าเป็นสมาชิก OECD ทั้งที่รัฐบาล ประกาศจะพาประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่ง OECD ระบุชัดเจนว่า ประเทศสมาชิก จะต้องมีมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ดังนั้น การที่รัฐบาล ปัดตกร่างกฎหมาย PRTR ไป จึงเป็นการเตะถ่วงโอกาสการเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยให้ล่าช้าไป และทิ้งโอกาสการสร้างความเชื่อมั่นในประชาคมโลก
นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา
นางนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้ทวงถามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ผลการออกเสียงประชามติของประชาชน 21 ล้านคนให้ความเห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นเสียงที่มากกว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการซื้อเวลา เตะถ่วงให้นานที่สุด และยังต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญว่า จะต้องจัดการออกเสียงประชามติกี่ครั้งรวมถึง 4 ปี และประชาชนยังตั้งรอการมีรัฐธรรมนูญชุดใหม่ พร้อมรัฐบาลชุดใหม่ แต่ตนก็ไม่คิดว่า รัฐบาลจะหักหลัง เทรัฐธรรมนูญกลางแดดเช่นนี้ พร้อมยังมองว่า 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ทำในสิ่งที่ได้หาเสียงไว้ เช่น แลนด์บริดจ์, การยกเลิกโฉนดชุมชน และการเปิดเสรีต่างชาติทำธุรกิจ 8 ประเภท รวมถึงการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท แต่ที่สัญญาในการแก้รัฐธรรมนูญ กลับไม่ดำเนินการ และเชื่อว่า ประชาชนทราบดีที่รัฐบาล ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาลกินรวบประเทศไทย ทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ เป็นสีเดียวกัน พร้อมยังขอให้ไปเปลี่ยนคำขวัญของพรรคภูมิใจไทยใหม่ เป็น “พรรคสักแต่พูด พลัส+”
รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา
นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ยังความไม่เห็นด้วยกับการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรม กลับมาพิจารณาใหม่ ที่เป็นการนิรโทษกรรมนักการเมืองบางกลุ่ม และกลุ่มผู้ชุมนุมย้อนหลังไปถึงปี 2548 เพราะกฎหมายต้องไม่เป็นเครื่องมือในการยกเว้นโทษให้คนบางกลุ่มไม่ว่าเป็นฝ่ายในทางการเมือง เพราะหากสังคมเชื่อว่า ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษแล้ว หลักนิติธรรมของประเทศจะพังทลาย และไม่เหลือรากฐานความยุติธรรม เพราะความยุติธรรมไม่ควรถูกต่อรอง และกฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร
ทั้งนี้ เมื่อภายหลังที่ประชุมอภิปรายเสร็จสิ้นแล้ว ที่ประชุมจะมีการลงมติ ซึ่งในการอภิปรายหากมี สส. และ สว.แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับใดใน 34 ฉบับนี้ ที่ประชุมจะมีการแยกลงมติอีกครั้งว่า จะสนับสนุนให้ร่างกฎหมายที่ สส. และ สว.แสดงความไม่เห็นด้วย ได้รับการพิจารณาต่อไปหรือไม่
:: รมต.สำนักนายกฯ ยืนยันรัฐบาลพิจารณาถี่ถ้วนแล้วยืนยันฟื้นร่างกฎหมาย 34 ฉบับ พร้อมแจงยิบสาเหตุตีตกร่างกฎหมายฉบับอื่น - เผย 19 พ.ค.นี้ “สส.ภูมิใจไทย” เตรียมประชุมเคาะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา ::
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงภายหลังการอภิปรายเสร็จสิ้น โดยยืนยันว่า การยืนยันร่างกฎหมายต่าง ๆ คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่สาเหตุที่ยืนยันรวมเพียง 34 ฉบับ เพราะผ่านกระบวนการคิด ตัดสินใจ และการรอบฟังอย่างรอบด้าน ซึ่งหลังการเลือกตั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายฉบับ ดังนั้น จึงยืนยันว่า รัฐบาลมีความจริงใจต่อรัฐสภา และได้หยิบยกร่างกฎหมายกลับมาพิจารณาไม่เฉพาะของคณะรัฐมนตรี แต่ยังยืนยันร่างกฎหมายของ สส. 12 ฉบับ และภาคประชาชน 1 ฉบับ ซึ่งร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน 6 ฉบับแต่รัฐบาล ได้รับการยืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจนกลับมาเพียงฉบับเดียวเท่านั้น แต่ร่างอื่น ๆ พวกตนก็ไม่สามารถทราบได้ว่า เจตจำนงที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยังมีเจตจำนงเดิมหรือไม่ จึงไม่ได้ตัดสินใจ และหากรัฐบาลไม่จริงใจ หรือไม่ใส่ใจ ก็สามารถยืนยันร่างกฎหมายกลับมากว่า 100 ฉบับก็ได้ หรือไม่ยืนยันกลับมาแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งก็มีหลายรัฐบาลที่ดำเนินการเช่นนี้
นายภราดร ยังยืนยันว่า ร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน สามารถทบทวน และยืนยันร่างกฎหมายกลับมาได้ ภายใน 120 วันตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ ยังเหลือเวลาอีก 60 วัน ในการดำเนินการ
ส่วนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่รัฐบาลไม่ได้ยืนยันนั้น นายภราดร เปิดเผยว่า ตนได้พูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่ใช่เพราะไม่เห็นความสำคัญ แต่ร่างกฎหมายดังกล่าว ได้รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน และผู้ว่าจ้างแล้ว ซึ่งมีหนังสือจากสภาอุตสาหกรรรมแห่งประเทศไทย หรือ สอท.ซึ่งได้รับข้อร้องเรียนจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อขอให้ชะลอ และทบทวนให้แรงงาน และนายจ้างได้ประโยชน์ทั้งคู่ ไม่ทำให้ผู้ประกอบการล้มไป จนส่งผลกระทบต่อแรงงาน ดังนั้น จึงจะต้องหาทางออกร่วมกันก่อน
นายภราดร ยังกล่าวกรณีที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ว่า ได้มีการถกเถียง และพูดคุยกันในวงประชุมต่าง ๆ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เห็นความสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ก็ได้เตรียมร่างกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไว้แล้ว และผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งมีเนื้อหาตามร่างกฎหมาย PRTR ครบถ้วน ซึ่งหากกระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมเสนอคณะรัฐมนตรี รัฐสภาก็จะได้พิจารณาในลำดับต่อไป
ส่วนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขีดเส้นป่ากับพื้นที่อยู่อาศัยนั้น นายภราดร ชี้แจงว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ระบุว่า การออกกฎหมายเพิ่ม โดยละเมิดกฎหมายอื่น ถูกจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 สารัตถะในร่างกฎหมาย สามารถมีพระราชบัญญัติอื่นบังคับใช้ได้อยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ทำกิน หรือที่อยู่อาศัย หรือรวมถึงพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ เป็นต้น
นายภราดร ยังชี้แจงถึงร่างกฎหมาย อสม.ที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันกลับมาว่า เนื้อหาร่างกฎหมาย เพื่อกำหนดเงินค่าตอบแทนในกฎหมายให้ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลไม่ได้ไม่ใส่ใจค่าตอบแทนของ อสม.แต่ค่าตอบแทน อสม.เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี 500 บาท ก่อนมีการปรับเงินค่าตอบแทนเป็น 2,000 บาท ในสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเชื่อว่า ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญแม้ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่รัฐบาลกังวลว่า ร่างกฎหมายได้บัญญัติ อสม.ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อาจมีปัญหา ซึ่งหากยืนยันร่างกฎหมาย และมีการพิจารณาต่อ อสม.กลุ่มดังกล่าว อาจได้รับผลกระทบได้ และกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า จะเร่งพิจารณากฎหมาย อสม.ใหม่โดยเร็ว
นายภราดร ยังชี้แจงถึงกรณีที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมายังรัฐสภา โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีความจริงใจ มีเจตจำนงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.โดยในวันอังคาที่ 19 พฤษภาคมนี้ พรรคภูมิใจไทย จะมีการประชุมพรรคฯ และคาดว่า น่าจะแล้วเสร็จทัน และสาเหตุที่รัฐบาล ไม่ได้ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับเดิมกลับมานั้น เพราะเรื่องดังกล่าว ควรเริ่มต้นที่รัฐสภา และเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญเดิม เป็นร่างที่มีปัญหา จนนำไปสู่การยุบสภา เมื่อ 12 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะประเด็นอำนาจวุฒิสภา ซึ่งแม้กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะไม่ได้มีการระบุอำนาจ สว.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มี สว.แปรญัตติ เพื่อคงอำนาจ 1 ใน 3 ของวุฒิสภาไว้ และสุดท้าย พรรคภูมิใจไทย ได้ลงมติเห็นด้วยกับ สว.เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปได้ จนหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เรียกร้องให้มีการยุบสภา จึงเป็นสาเหตุเพราะร่างรัฐธรรมนูญ เกิดความขัดแย้ง และเมื่อมีรัฐสภาชุดใหม่ จึงเป็นอำนาจโดยชอบในการเข้าชื่อ และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยนำร่องแล้ว และหากไม่มีเหตุขัดข้อง ก็จะเสนอต่อรัฐสภา เพื่อแก้ไขต่อไป
:: มติรัฐสภา 611 เสียง! ไฟเขียว ครม.ฟื้น 34 ร่างกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ - ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม-อากาศสะอาดได้ไปต่อ ::
สุดท้ายแล้ว ที่ประชุมรัฐสภา มีมติเสียงข้างมาก 611 เสียง ต่อ 3 เสียง ให้ความเห็นชอบให้นำร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะรัฐมนตรี ร้องขอต่อรัฐสภาให้กลับมาพิจารณาต่อ หลังมีการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 34 ฉบับ ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
ทั้งนี้ ก่อนที่ที่ประชุมจะมีการลงมติ ได้มีการถกเถียงกันถึงขั้นตอนการลงมติว่า ที่ประชุมฯ จะลงมติไปในคราวเดียวกันหรือไม่ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ขอให้ที่ประชุมได้ลงมติตัดสินใจว่า จะลงมติไปในคราวเดียวกัน หรือลงมติแยกทีละฉบับ แต่เนื่องจาก นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ไม่เห็นด้วยกับคณะรัฐมนตรี ในการยืนยันร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และขอให้รัฐสภา ได้แยกเพียงเฉพาะร่างกฎหมายดังกล่าวในการลงมติ เพราะเกรงว่า หากให้ประชุมลงมติเลือกว่า จะลงมติไปในคราวเดียวกัน หรือลงมติแยกทีละฉบับ ตนเองจะแพ้การออกเสียง
อย่างไรก็ตาม นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เห็นว่า หากจะแยกการลงมติร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาเพียงฉบับเดียว และร่างกฎหมายอื่น ๆ ให้ลงมติไปในคราวเดียวกันนั้น ไม่ได้เป็นปัญหา แต่หากจะให้แยกลงมติทีละฉบับเกรงว่า ที่ประชุมอาจจะใช้เวลานาน
ด้าน นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ได้แสดงตัวว่า ตนเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับคณะรัฐมนตรี ในการยืนยันร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนตำบล เทศบาล และระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่นรวม 4 ฉบับ ซึ่งหากจะแยกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในการลงมติ ก็ขอให้แยกร่างกฎหมายอีก 4 ฉบับดังกล่าวออกมาด้วย
ทำให้ประธานวิปรัฐบาล ได้ตัดสินใจเสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณาเลือกว่า จะลงมติไปในคราวเดียวกัน หรือลงมติแยกทีละฉบับ ตามที่นายโสภณ เสนอมาแต่ด้วย ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเสียงข้างมาก 419 เสียง ต่อ 192 เสียง เห็นชอบให้ลงมติร่างกฎหมายไปในคราวเดียวกัน 34 ฉบับ
สำหรับตามขั้นตอนหลังจากที่รัฐสภา ลงมติเห็นชอบ ให้นำร่างพระราชบัญญัติทั้งหมด 34 ฉบับกลับมาพิจารณาต่อแล้ว ร่างกฎหมายแต่ละฉบับจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ยังคงค้างอยู่ก่อนมีการประกาศยุบสภาฯ ยกเว้นหากเป็นร่างกฎหมาย ที่อยู่ในขั้นตอน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร จะต้องรอสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดใหม่มาพิจารณาต่อ แต่หากร่างกฎหมายได้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ก็จะให้คณะกรรมาธิการ กิจการวุฒิสภา หรือ วิปวุฒิ พิจารณาว่าปรับเปลี่ยน คณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาใหม่หรือไม่ หรือจะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดเดิม พิจารณาต่อ