เนชั่นทีวี

ข่าว

กองทัพสหรัฐฯ ระส่ำหนัก โพลชี้ทหารเกินครึ่งจ่อลาออก เซ่นการเมืองทรัมป์

03 พ.ย. 2569 | apirak_pra

กองทัพสหรัฐฯ ระส่ำหนัก โพลชี้ทหารเกินครึ่งจ่อลาออก เซ่นการเมืองทรัมป์

ผลสำรวจเผยทหารสหรัฐฯ เกินครึ่งคิดลาออกก่อนกำหนด ชี้เบื่อการเมืองแทรกแซงกองทัพ ยี้ 'ทรัมป์-เฮกเซธ' สั่งเด้งนายพลกว่า 80 นาย วิกฤตคลังแสงส่อกระทบพร้อมรบ

ผลสำรวจเผยทหารสหรัฐฯ เกินครึ่งคิดลาออกก่อนกำหนด ชี้เบื่อการเมืองแทรกแซงกองทัพ ยี้ 'ทรัมป์-เฮกเซธ' สั่งเด้งนายพลกว่า 80 นาย วิกฤตคลังแสงส่อกระทบพร้อมรบ

KEY

POINTS

  • ผลสำรวจพบว่าทหารสหรัฐฯ เกินครึ่ง (53%) ต้องการลาออกก่อนกำหนด โดยให้เหตุผลว่ากองทัพถูกแทรกแซงทางการเมืองมากขึ้นในยุคทรัมป์
  • กำลังพลกว่าสองในสาม (67%) เชื่อว่าการตัดสินใจต่างๆ ของฝ่ายบริหารเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้นำ ไม่ใช่เพื่อความพร้อมรบของกองทัพ
  • ความไม่พอใจรุนแรงขึ้นหลังรัฐมนตรีกลาโหมมุ่งเน้นประเด็นสงครามวัฒนธรรมและสั่งปลดนายพลไปแล้วกว่า 80 นาย ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมในกองทัพ
  • วิกฤตกำลังพลนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่สหรัฐฯ มีความขัดแย้งกับอิหร่านและมีรายงานว่าคลังกระสุนสำรองลดลง ซึ่งส่งผลต่อความพร้อมรบโดยตรง

เว็บไซต์ Military.com แพลตฟอร์มข่าวสารและข้อมูลด้านการทหารชั้นนำของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลสำรวจที่น่าตกใจขององค์กรภาคประชาชนด้านทหารผ่านศึก "Common Defense Civic Engagement" ซึ่งได้ทำการสอบถามความคิดเห็นของทหารประจำการ ทหารผ่านศึก และครอบครัวบุคลากรทางทหารจำนวน 731 คน พบว่า สมาชิกกองทัพถึง 53% ต้องการออกจากราชการทหารก่อนกำหนด โดยระบุสาเหตุว่ากองทัพกำลังถูกแทรกแซงด้วยเกมการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

 

นอกจากนี้ กำลังพลอีก 45% ระบุว่ากำลังพิจารณาลาออกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและความไม่แน่นอนภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ ขณะที่ 67% หรือกว่าสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม มองตรงกันว่า การตัดสินใจต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาของฝ่ายบริหารที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพล เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้นำ ไม่ใช่เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร โดยมีเพียง 25% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้

 

โฮเซ วาสเควซ (Jose Vasquez) ทหารผ่านศึกกองทัพบกสหรัฐฯ ในฐานะผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม Common Defense ระบุว่า "เหล่าทหารผ่านศึกรู้ดีว่าความเป็นผู้นำที่แท้จริงคือการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่นำเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับภารกิจ แต่ในเวลานี้ ทหารผ่านศึกและครอบครัวเกือบ 8 ใน 10 คนรู้สึกว่ากำลังถูกทอดทิ้ง ส่วนกำลังพลที่ยังประจำการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การแทรกแซงทางการเมืองกำลังผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจลาออก นี่ไม่ใช่แค่การพูดคุยทั่วไป แต่มันคือวิกฤตด้านความพร้อมรบของกองทัพอย่างเต็มรูปแบบ"

ในมิติของความนิยมต่อผู้นำ ผลสำรวจระบุว่า ทหารผ่านศึกและทหารประจำการราว 50% ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทรัมป์ (เห็นด้วย 47%) ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการทำงานสูงถึง 50% เช่นกัน (เห็นด้วย 45%) ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้บังคับบัญชาการทหารระดับอาชีพในกองทัพกลับได้รับความไว้วางใจ โดยมีกำลังพลเห็นด้วยกับการทำงานสูงถึง 56% และไม่เห็นด้วยเพียง 27%

 

ด้านหนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของ พีท เฮกเซธ ได้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมและความไม่พอใจอย่างรุนแรงในกองทัพ หลังมุ่งเน้นประเด็นสงครามวัฒนธรรม (Culture War) และสั่งปลดหรือลดบทบาทของนายพลและพลเรือเอกไปแล้วมากกว่า 80 นาย หรือคิดเป็น 10% ของนายทหารชั้นนายพลทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ถูกปลดโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล

 

ล่าสุด เกิดคลื่นความไม่พอใจระลอกใหม่เมื่อ พลโทเบรตต์ ซิลเวีย นายทหารผ่านศึกผู้เป็นที่ยอมรับและมีความเชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปเทคโนโลยีสงคราม ถูกสั่งปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์ของคณะเสนาธิการร่วม โดยถูกกล่าวหาว่าทำข้อมูลรั่วไหล ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับนายทหารระดับสูงทั้งในและนอกราชการอย่างมาก

ทั้งนี้ วิกฤตการขอลาออกของกำลังพลเกิดขึ้นในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงและทรัมป์กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเปิดศึกเต็มรูปแบบหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะเดียวกัน รายงานความมั่นคงหลายฉบับชี้ว่า คลังแสงและกระสุนสำรองของสหรัฐฯ กำลังลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ขีดความสามารถในการรับมือภัยคุกคามของกองทัพสหรัฐฯ ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
 

ข่าวล่าสุด