เนชั่นทีวี

ข่าว

พรรคประชาชน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูปนเปื้อน กากอุตสาหกรรม 3 จังหวัด

03 พ.ย. 2569 | titayu_pur

พรรคประชาชน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูปนเปื้อน กากอุตสาหกรรม 3 จังหวัด

สส.พรรคประชาชน จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนกากอุตสาหกรรม หลังพบการลักลอบทิ้งของเสียในพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม เสี่ยงปนเปื้อนแหล่งน้ำ หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-ภาคเกษตร

สส.พรรคประชาชน จี้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนกากอุตสาหกรรม หลังพบการลักลอบทิ้งของเสียในพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม เสี่ยงปนเปื้อนแหล่งน้ำ หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-ภาคเกษตร

KEY

POINTS

  • พบแอบทิ้งกากอุตสาหกรรมซ้ำซาก 3 จังหวัด: พรรคประชาชน แถลงพบการลักลอบทิ้งกากของเสียพิษกองโตใน สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และปราจีนบุรี แม้โรงงานเคยถูกสั่งหยุดกิจการไปแล้ว
  • จี้ รมว.อุตสาหกรรม เร่งฟื้นฟูปนเปื้อน: ร้องขอจัดงบจัดการกากสารพิษและฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะจุดลักลอบทิ้ง 67 จุดในปราจีนบุรีที่อยู่นอกระบบตรวจสอบ
  • หวั่นสารพิษรั่วไหลกระทบสุขภาพประชาชน: เตือนกากพิษแคดเมียม-ตะกั่ว-ปรอท รั่วลงแหล่งน้ำและทะเล ชะล้างช่วงฝนตก กระทบสัตว์น้ำ หวั่นทำไทยเป็นแหล่งรองรับขยะพิษ

3 พฤศจิกายน 2569 ทีม สส. พรรคประชาชน นำโดย นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี และนายอาณุภาพ ลิขิตอำนวยชัย แถลงข่าวจี้รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม เร่ง ฟื้นฟูปนเปื้อน สารพิษ และกำจัด กากอุตสาหกรรม หลังพบการลักลอบทิ้งของเสียสะสมปริมาณมากในพื้นที่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และปราจีนบุรี แม้เคยมีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการ แต่ยังพบการกระทำผิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบร้ายแรงต่อ สุขภาพประชาชน แหล่งน้ำธรรมชาติ และภาคการเกษตรในระยะยาว

 

ที่รัฐสภา นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และปราจีนบุรี ซึ่งพบกากของเสียสะสมเป็นจำนวนมาก และมีน้ำจากกองของเสียไหลลงสู่คลองในพื้นที่ ทั้งที่โรงงานดังกล่าวเคยถูกสั่งหยุดประกอบกิจการแล้ว แต่กลับพบการดำเนินกิจการและกระทำความผิดซ้ำ

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

 

โดยนายพูนศักดิ์กล่าวว่า โรงงานดังกล่าวเป็นกลุ่มโรงงานที่พวกตนเคยลงพื้นที่ตรวจสอบในฐานะกรรมาธิการ เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2568 จนนำไปสู่คำสั่งของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดให้หยุดประกอบกิจการและปรับปรุงโรงงาน แต่จากภาพถ่ายที่นำมาเปิดเผยพบว่า ปัจจุบันกากของเสียมีปริมาณเพิ่มขึ้นและกองสูงกว่าช่วงที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ สะท้อนให้เห็นว่าการควบคุมและแก้ไขปัญหาของภาครัฐยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

 

ส่วนกรณีที่ รมว.อุตสาหกรรม มีแนวทางแบ่งกลุ่มโรงงานเสี่ยงเป็นกลุ่ม A และ B จำนวน 3,049 แห่ง โดยกำหนดให้ตรวจสอบแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน และกลุ่ม C ภายในเดือนธันวาคมนั้น นายพูนศักดิ์เห็นว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการตรวจสอบโรงงานให้ครบตามเป้าหมาย แต่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการจัดการมลพิษและฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนด้วย โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งข้อมูลจากภาคประชาชนพบจุดลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมจากโรงงานหลอมโลหะกว่า 67 จุด ซึ่งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และไม่อยู่ในรายชื่อโรงงาน 3,049 แห่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดไว้ จึงตั้งคำถามว่าภาครัฐจะเข้าไปตรวจสอบและจัดการพื้นที่เหล่านี้อย่างไร เนื่องจากหากเกิดฝนตก น้ำอาจชะล้างสารพิษและโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำได้อีก

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ยังพบการนำกากของเสียอุตสาหกรรมมากองทิ้งไว้กลางแจ้ง รวมถึงนำไปใช้ทำถนนและคันกั้นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อรถสัญจรผ่านอาจทำให้กากของเสียแตกกระจาย และเมื่อฝนตกอาจเกิดการชะล้างโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำ กระทบต่อประชาชนและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำในการประกอบอาชีพ

 

ดังนั้น จึงเรียกร้องให้นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อตรวจวัดการปนเปื้อน จัดเก็บกากของเสีย และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจุดลักลอบทิ้งของเสียทั้ง 67 จุดในจังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบให้ประชาชนรับทราบอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่า การสั่งปิดโรงงานไม่ได้หมายความว่าปัญหามลพิษจะสิ้นสุดลง เนื่องจากยังมีกากของเสียตกค้างในพื้นที่ และยังไม่มีแนวทางดำเนินการรื้อถอน ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือฟื้นฟูพื้นที่อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบโรงงานให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา แต่ต้องเร่งแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนควบคู่กันไปด้วย

 

ด้าน นายอานุภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาของเสียอันตรายจากกระบวนการหลอมโลหะ รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษชิ้นส่วนโลหะที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยกรณีที่นำมาเปิดเผยพบกองกากอุตสาหกรรมจากเตาหลอมขนาดใหญ่กลางแจ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดสมุทรสงคราม

 

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนปัญหาดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2566–2567 ก่อนที่คณะกรรมาธิการที่ดินและสิ่งแวดล้อมจะลงพื้นที่ตรวจสอบ และมีคำสั่งให้หยุดกิจการในปี 2568 แต่ภายหลังกลับพบว่าปัญหาเกิดขึ้นอีก โดยกากอุตสาหกรรมบางส่วนถูกกองทิ้งไว้กลางแจ้ง ขณะที่อีกส่วนจัดเก็บไว้ในถุงบิ๊กแบ็กภายในโรงงานและโกดัง ซึ่งมีการปิดล้อมพื้นที่และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแล ขณะเดียวกันกากอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน เนื่องจากเมื่อเกิดฝนตกหรือน้ำท่วม อาจมีการชะล้างโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท ลงสู่แหล่งน้ำ โดยขณะนี้พบปลาตายในพื้นที่แล้ว

 

อีกทั้งยังมีประชาชนและเด็กเข้าไปจับปลาในบริเวณใกล้เคียง จึงน่าเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ ยังพบการนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ทำคันกั้นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คันกั้นถนน และถมเป็นถนนสาธารณะ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารพิษ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามที่มีโรงงานลักษณะดังกล่าวตั้งอยู่หลายแห่ง และอยู่ใกล้ทะเลอ่าวไทย หากสารพิษไหลลงสู่ทะเล อาจทำให้เกิดการสะสมสารปนเปื้อนในสัตว์น้ำและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะยาว

 

นายอานุภาพยังย้ำว่า ทางพรรคประชาชนจะนำหลักฐานและข้อมูลปัญหาดังกล่าวไปมอบให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำและดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษ และยุติปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อมาอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด