อีกทั้ง เหตุการณ์น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากที่เกิดขึ้นหลายระลอกตลอดเดือนตุลาคม จนถึงล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่าพื้นที่ป่าตองกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ควรรอให้ฝนหยุดแล้วค่อยทำความสะอาดและฟื้นฟู แต่ต้องเร่งวางระบบป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำอีก
วิเคราะห์สาเหตุ ทำไม "ป่าตอง" จึงเสี่ยงภัยรุนแรง?
ดร.สามารถ ได้อธิบายถึงปัจจัยเสี่ยงของป่าตองไว้
สภาพภูมิประเทศ: ป่าตองมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาล้อมรอบและมีชุมชนตั้งอยู่ด้านล่าง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจากพื้นที่ลาดชันจะไหลลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว และยิ่งกระแสน้ำพัดพาดิน หิน ตะกอนลงมาด้วย จะกลายเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงกว่าน้ำท่วมทั่วไป
ลักษณะทางทรัพยากรธรณี: กรมทรัพยากรธรณีระบุว่า เหตุการณ์บริเวณซอยนาใน 5 มีลักษณะเป็น Debris Flow หรือการไหลของดินและหิน โดยพบก้อนหินแกรนิตขนาด 10-60 เซนติเมตร รวมทั้งตะกอนกรวดทรายไหลลงมาตามทางน้ำ ฝายกั้นน้ำได้รับความเสียหายและพังทลาย ก่อนที่กระแสน้ำจะกัดเซาะถนนและพัดพาตะกอนเข้าสู่บ้านเรือนประชาชน
การประเมินข้อมูลฝน: ข้อมูลจากสถานีชุมชนกะตะรายงานปริมาณฝนสะสม 340.5 มิลลิเมตร แต่เนื่องจากไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่สะสม จึงไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปสรุปว่าเป็นฝนในรอบ 24 ชั่วโมงหรือกี่วัน
ปัจจัยร่วมอื่นๆ: นอกจากปริมาณและความหนักของฝนแล้ว ยังต้องพิจารณาปัจจัยการไหลของน้ำจากภูเขา ช่องทางน้ำและระบบระบายน้ำว่ารองรับได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงที่อาจชะลอการระบายน้ำลงสู่ทะเล
ทางออก 4 ข้อ จัดการปัญหาป่าตองที่ต้นเหตุ
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ดร.สามารถ เสนอมาตรการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่
(1) สำรวจและจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยให้ชัดเจน: ต้องสำรวจพื้นที่ลาดชัน ต้นน้ำ แนวทางน้ำไหล จุดเสี่ยงดินถล่ม และพื้นที่ที่มีโอกาสเกิด Debris Flow ให้ครอบคลุมทั้งป่าตอง เพื่อให้ทราบตำแหน่งความเสี่ยงสูงและเร่งแก้ไขก่อน
(2) ควบคุมการก่อสร้างและการปรับพื้นที่บนภูเขา: ต้องตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไหล่เขา การขุดและถมดินในพื้นที่ลาดชัน รวมถึงความมั่นคงของลาดดินและลาดหิน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรด่วนสรุปว่าการก่อสร้างเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้ จนกว่าจะมีผลตรวจสอบที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ควรเร่งผลักดันร่างแก้ไขกฎกระทรวงของกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อเพิ่มมาตรการควบคุมอาคาร การขุดดินและถมดินในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง
(3) ปรับปรุงระบบป้องกันน้ำป่าและดินโคลนตั้งแต่ต้นน้ำ: ตรวจสอบและปรับปรุงฝาย ทางน้ำบนภูเขา พิจารณาสร้างบ่อดักตะกอนหรือโครงสร้างดักหินในจุดที่เหมาะสม พร้อมจัดระบบชะลอน้ำลดความรุนแรงก่อนเข้าสู่ชุมชน ส่วนพื้นที่ด้านล่าง ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของท่อ คลอง และทางระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อให้ระบบทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
(4) พัฒนาระบบเตือนภัยและแผนอพยพให้มีประสิทธิภาพ: ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณฝนและระดับน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ กำหนดเกณฑ์เตือนภัยที่ชัดเจน หากพบฝนตกหนักต่อเนื่องหรือมีสัญญาณผิดปกติ ต้องแจ้งเตือนประชาชนได้ทันเวลา รวมถึงกำหนดเส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยไว้ล่วงหน้า
สรุปอุทธรณ์ ปกป้องชีวิต เศรษฐกิจ และอนาคตคนป่าตอง
ในช่วงท้าย ดร.สามารถ ย้ำเตือนว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญของจังหวัดภูเก็ตและรัฐบาลว่า การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวต้องเดินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัยของประชาชน
ป่าตองเป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และเป็นบ้านของประชาชนจำนวนมากที่ประกอบอาชีพสุจริต การปกป้องป่าตองจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องแหล่งท่องเที่ยว แต่คือการปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน อาชีพ และอนาคตของคนป่าตอง
"ผมไม่อยากเห็นภาพชาวบ้านต้องช่วยกันโกยดินโคลนออกจากบ้าน ร้านค้าต้องหยุดกิจการ รถยนต์ถูกกระแสน้ำพัดเสียหาย และเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังเข้าไปฟื้นฟูพื้นที่แบบนี้อีก หากวันนี้เรายังแก้ปัญหาเพียงเฉพาะหน้า ไม่เร่งตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง ไม่ควบคุมการก่อสร้างบนพื้นที่ลาดชัน และไม่จัดทำระบบป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อถึงฤดูฝนปีหน้า ชาวป่าตองก็อาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นเดิมอีก"
ดร.สามารถ ฝากถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ยกเรื่องนี้เป็น "วาระเร่งด่วน" เร่งสำรวจ ออกมาตรการ และจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการป้องกันอย่างจริงจัง
โดยทิ้งทายว่า "เราอาจห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ฝนตกหนักกลายเป็นภัยพิบัติที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ อย่าปล่อยให้ป่าตองต้องกลายเป็นเมืองในทะเลโคลนทุกครั้งที่ฝนตกหนักเลยครับ"