สำหรับน้ำเสียที่จะต้องผันออกไปผ่านคลองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลอง 4 หรือคลองอื่น ๆ ในอนาคตนั้น นายวัชระพลได้มีคำสั่งให้วางแผนการทำงานล่วงหน้าโดยบูรณาการ 3 หน่วยงาน คือ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง เพื่อนำเครื่องผลักดันน้ำจากกรมชลประทานมาใช้เพิ่มค่าออกซิเจน และใช้เครื่องดูดเลนสำหรับลอกดินที่ทับถมในคลองมากว่า 50 ปี โดยติดตั้งตามจุดต่าง ๆ
ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้กระจายจุลินทรีย์กลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง (พด.6) ทั้งหมด 120,000 ลิตร ลงไปเพื่อบรรเทากลิ่นที่คลอง 2 และจะผลิตเพิ่มวันละ 20,000 ลิตร เพื่อกระจายไปตามจุดเฝ้าระวังต่าง ๆ ในอนาคต โดยจะประสานร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อนำรถบรรทุกน้ำที่บรรจุน้ำ 6,000 ลบ.ม. มาใช้ในการกระจาย
ภายในวันศุกร์นี้ (23 ต.ค.) กรมประมงจะนำจุลินทรีย์ ปม.1 ซึ่งใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ปรับปรุงคุณภาพน้ำ และลดสารอินทรีย์สะสมในพื้นที่น้ำขังหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ และจุลินทรีย์ ปม.2 ซึ่งใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตั้งแต่โรงเพาะฟัก โรงอนุบาล จนถึงบ่อเลี้ยงเชิงพาณิชย์ โดยนิยมนำมาขยายเชื้อร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลกลูโคสและอาหารสัตว์น้ำ โดยการเติมอากาศ เพื่อใช้เป็นโพรไบโอติกสำหรับปรับปรุงคุณภาพน้ำและลดความเสี่ยงการเกิดโรค ใส่รถบรรทุกน้ำของกรมชลประทานไปกระจายตามจุดต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูสภาพน้ำที่คลอง 2 และคลองอื่น ๆ ที่น้ำเสียจะผันผ่านในอนาคต โดยในภาพรวม หากฝนไม่ตกจะสามารถระบายน้ำออกได้หมดภายในกลางเดือนพฤศจิกายน
“รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ประกอบกับเราได้คาดการณ์สถานการณ์เพื่อทำงานเชิงรุก ป้องกันล่วงหน้า และแก้ไขเฉพาะหน้าไปด้วย เพราะเรารู้ว่า เนื่องจากสภาพธรรมชาติไม่อำนวย และเข้าใจสถานการณ์ที่พี่น้องที่อาศัยตามริมคลองยังต้องอดทนรอน้ำเน่าเสียระบาย” นายวัชระพล กล่าว
ทั้งนี้ ในวันนี้ (19 ต.ค.) นายวัชระพลได้ลงพื้นที่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ หน้าวัดแสงสรรค์ ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และลงพื้นที่บริเวณหน้าวัดกล้าชอุ่ม ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และบริเวณเทศบาลเมืองคลองหลวง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามปัญหาน้ำเน่า จนส่งผลให้มีปลาตายจำนวนมาก พร้อมเก็บตัวอย่างปลาเพื่อส่งตรวจในห้องปฏิบัติการของกรมประมง ซึ่งเบื้องต้นในวันนี้ (19 ต.ค.) ยังไม่พบรายงานปลาตายเพิ่มเติม และซากปลาเก่าในจุดต่าง ๆ ถูกจัดเก็บแล้ว