ชาวบ้านริมคลองบางชันและคู้บอน ยืนยันตรงกันว่า ชุมชนไม่ได้คัดค้านโครงการอุโมงค์ระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร แต่ต้องการให้เดินหน้าโครงการบึงรับน้ำคู้บอน พื้นที่ประมาณ 130 ไร่ ควบคู่กันไป เพื่อทำหน้าที่หน่วงน้ำล่วงหน้าก่อนที่จะระบายออกจากพื้นที่อย่างเป็นระบบ ท่ามกลางข้อสังเกตว่า พื้นที่ซึ่งเคยถูกผลักดันให้เป็นบึงรับน้ำ กำลังทยอยถูกถมดินเพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ จนนำมาสู่คำถามสำคัญว่า หากพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติลดลง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงภัยน้ำท่วมที่ประชาชนต้องแบกรับ
เอกชนชี้แจง ถือครองที่ดินถูกต้อง พัฒนาตามสิทธิ์
ท่ามกลางข้อสงสัยว่าภาคเอกชนอาจได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงแผนบึงรับน้ำคู้บอน บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดย ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเพียง 20 ไร่ จากพื้นที่ตามข้อเสนอโครงการทั้งหมดประมาณ 130 ไร่ โดยเป็นการซื้อต่อจากเจ้าของเดิมจำนวน 7 ราย มาตั้งแต่ปี 2552 ก่อนจะเริ่มวางแผนพัฒนาที่ดินในปี 2561
บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า แม้จะรับทราบแนวคิดโครงการบึงรับน้ำมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนจากทางภาครัฐ บริษัทจึงจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาที่ดินตามสิทธิ์ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย
ผศ.ดร.เกษรา ชี้แจงอีกว่า ทางกรุงเทพมหานครได้มีการทบทวนความเหมาะสมของโครงการบึงรับน้ำคู้บอน 130 ไร่ และคลองบางชัน 39 ไร่ โดยเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง "ต้นทุนการจัดซื้อที่ดินและก่อสร้างบึงรับน้ำ" กับ "การพัฒนาระบบคลองและอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อเชื่อมต่อกับบึงหนองบอน" อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สังคมยังคงตั้งคำถามคือ เมื่อพื้นที่เป้าหมายเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงแผนจัดการน้ำของ กทม. มีหลักเกณฑ์และเกณฑ์ประเมินรองรับอย่างไร
ปมการเมืองบี้ กทม. จี้ "อนุทิน" สั่งคืนบึงคู้บอนลงผังเมือง
ข้อถกเถียงเรื่องบึงรับน้ำคู้บอนได้ยกระดับไปสู่ประเด็นทางการเมือง เมื่อ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดกรุงเทพมหานครจึงไม่เดินหน้าโครงการบึงรับน้ำตามแนวพระราชดำริ ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวยังมีศักยภาพสูงในการรองรับน้ำ พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่า มีลักษณะเกรงใจผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หรือไม่
นายอรรถวิชช์ ได้เรียกร้องไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้อำนาจเข้ามาชี้ขาด เพื่อผลักดันโครงการบึงรับน้ำคู้บอนกลับเข้าสู่ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ก่อนที่จะสิ้นสุดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้
นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ ยังได้โต้แย้งประเด็นตัวเลขงบประมาณโครงการกว่า 11,000 ล้านบาท โดยระบุว่า เป็นการนำต้นทุนของบึงคู้บอนและบึงบางชันมารวมกัน ทั้งที่ทั้งสองพื้นที่มีราคาที่ดินและเงื่อนไขการเวนคืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงเรียกร้องให้ กทม. เปิดเผยตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงเฉพาะของบึงคู้บอน และชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนว่าเหตุใดโครงการนี้จึงถูกตัดออกจากร่างผังเมืองฉบับใหม่
นายอรรถวิชช์ ยังย้ำว่า แม้แผนการจัดการน้ำของ กทม. จะอ้างอิงพื้นที่รับน้ำตามแนวพระราชดำริ แต่หากโครงการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ศักยภาพการรับน้ำที่นำมาใช้ประกอบการวางผังเมืองจะสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริงหรือไม่ พร้อมย้อนเตือนถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในอดีตที่เคยมีการผลักดันบึงรับน้ำคู้บอน แต่จนถึงปัจจุบันโครงการก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้ชาวบ้านจะเคยยื่นหนังสือเรียกร้องต่อ กทม. ไปแล้วถึง 2 ครั้งก็ตาม
มุมมองนักวิชาการ: การบริหารจัดการแก้มลิงและระบบระบายน้ำภาพรวม
อีกหนึ่งประเด็นวิเคราะห์สำคัญคือ หากกรุงเทพมหานครสูญเสียพื้นที่แก้มลิงไปเรื่อย ๆ ระบบระบายน้ำที่มีอยู่จะรองรับปริมาณฝนตกหนักได้มากน้อยเพียงใด รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้มุมมองวิเคราะห์ว่า ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ไม่ได้เกิดจากปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อจำกัดของระบบคลองเดิมที่ออกแบบไว้เพื่อการชลประทาน ประกอบกับพื้นที่รับน้ำธรรมชาติบางส่วนถูกถมเพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทำให้พื้นที่หน่วงน้ำลดลง และส่งผลให้การระบายน้ำทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
สิ่งน่ากังวลคือ ในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคม หากเกิดฝนตกหนักระลอกใหม่พร้อมกับน้ำเหนือไหลหลากและสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง จะส่งผลให้ระบบระบายน้ำเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างเขตลาดกระบังและเคหะร่มเกล้าที่เพิ่งเผชิญวิกฤตน้ำท่วมหนัก ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกจากจะลดพื้นที่ซับน้ำแล้ว บางแห่งยังอาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางเส้นทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ ทำให้ชุมชนโดยรอบเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังยาวนานขึ้น
รศ.ดร.คมสัน เน้นย้ำว่า ทางออกของปัญหานี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างบึงรับน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องเป็นการบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่
- 1.การพร่องน้ำออกจากระบบล่วงหน้า
- 2.การสงวนและรักษาพื้นที่แก้มลิงหน่วงน้ำ
- 3.การเร่งระบายน้ำออกจากคลองสายหลัก โดยเฉพาะคลองประเวศบุรีรมย์ ผ่านสถานีสูบน้ำคลองพระโขนงและระบบระบายน้ำที่เชื่อมโยงกัน
"เพราะต่อให้มีบึงรับน้ำขนาดใหญ่ แต่หากไม่มีระบบนำน้ำเข้าและระบายออกที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่สามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้ตามเป้าหมาย"
รศ.ดร.คมสัน กล่าว พร้อมเสนอแนะให้ กทม. เร่งตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำ เพิ่มกำลังการระบายน้ำในจุดคอขวด และเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ขั้นวิกฤตที่สุดไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ปัจจัยฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุนจะมาบรรจบกัน
สรุปปมปัญหาที่ กทม. ต้องมีคำตอบ
ข้อถกเถียงเรื่องบึงรับน้ำคู้บอน กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของกรุงเทพมหานคร หากไม่เดินหน้าโครงการบึงรับน้ำตามข้อเสนอเดิม กทม. จะมีระบบหรือมาตรการใดมาทดแทนที่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง และในสภาวะที่เมืองกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องแต่พื้นที่รับน้ำกลับถูกจำกัดลงเรื่อยๆ กทม. จะวางมาตรการรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กับการบริหารจัดการน้ำอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระและความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมซ้ำซากอีกต่อไป
โชฏิมา จันทร์คง รายการ "สืบสวนความจริง" NationTV22