นายสุทธิพงษ์ยังบอกอีกว่า แนวทางของ สตง. หลังการตรวจสอบคือ หากพบว่ามีการบกพร่องจะส่งให้หน่วยงานดำเนินการ โดยมีแนวทางการดำเนินการสามารถที่จะให้ชดใช้ค่าเสียหายและดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง แต่หากพบว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบ จะส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ
“การตรวจสอบทำมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งทำ และเรื่องนี้ไม่ได้แถลงตอบโต้ใครเลย ขอยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการแถลงตอบโต้ระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน แต่เป็นการแถลงผลการตรวจสอบ หากเห็นว่าผลการแถลงไม่ถูกต้องสามารถตั้งคณะกรรมการ และเห็นแย้งกลับมาได้ และเรื่องนี้ใช้เวลา 6-7 เดือนในการวิเคราะห์ผล”
พบไทยพีบีเอส ประสิทธิภาพการดำเนินงานยังมีปัญหา
ขณะที่ นางสาวสินีนาต ระบุถึงผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของไทยพีบีเอสว่า ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละ 2,000 กว่าล้านบาท และ 50% เป็นงบเกี่ยวกับการจัดหาและผลิตสื่อ สตง. จึงได้มีการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าให้สมกับเจตนารมณ์การเป็นสื่อสาธารณะที่คุ้มค่าให้กับสังคมอย่างแท้จริง
โดยมี 2 ประเด็น คือ การบรรลุตัวชี้วัดบางส่วนยังไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์การผลิต และจัดหาได้อย่างแท้จริง แม้จะบรรลุ KPI ขององค์กร แต่พบว่ามีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดบ่อยครั้ง ทำให้ตัวองค์กรไม่สามารถสะท้อนความมีประสิทธิภาพการแข่งขันได้อย่างแท้จริง
และยังพบว่า การทำงานของหน่วยงานภายในด้านการผลิต จัดหารายการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดได้ เพราะไทยพีบีเอสจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อหาสาเหตุของการดำเนินงานที่ไม่บรรลุเป้าหมาย
นางสาวสินีนาต กล่าวว่า โครงการส่วนใหญ่มีลักษณะดำเนินการเป็นรายปี เมื่อโครงการใดไม่ได้รับการดำเนินการต่อ ก็ไม่ได้มีการวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนางาน ขณะที่บางกรณีใช้วิธีเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดแทนการแก้ไขปัญหาเดิม
นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมที่ไทยพีบีเอสรวบรวมไว้ ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประกอบการวางแผนผลิต และจัดหารายการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบข้อมูลสมาชิก One Thai PBS ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้รับชมได้อย่างสมบูรณ์ สตง. จึงเสนอแนะให้ไทยพีบีเอสวิเคราะห์ทิศทางและเป้าหมายขององค์กร กำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับภารกิจ ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลย้อนหลัง และเร่งพัฒนาฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมให้เชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
และ สตง. ยังพบข้อบกพร่องด้านระบบสนับสนุนการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ โดยระบบบริหารจัดการแผนงาน หรือ BMP ยังไม่สามารถรายงานผลการดำเนินงานเปรียบเทียบกับแผนงานได้ครบถ้วน รวมถึงยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตัวชี้วัดระดับองค์กร เพื่อใช้ติดตามผลสำเร็จของโครงการได้อย่างชัดเจน
ส่วนการติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ยังเน้นไปที่การเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 ตามแผน มากกว่าการพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้จ่ายไปก่อให้เกิดผลผลิตหรือผลลัพธ์ตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
ขณะที่ระบบจัดเก็บไฟล์รายการยังแยกกันอยู่ตามหน่วยงานภายใน ไม่ได้เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลกลาง และระบบบริหารจัดการการออกอากาศ หรือ Broadcast Management System (BMS) ยังใช้บริหารจัดการเฉพาะรายการที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ ไม่ครอบคลุมรายการที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์
ส่งผลให้การรวบรวมข้อมูลรายการที่ผลิต จัดหา และเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลาเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้บริหารไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภาพรวมขององค์กรเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ แม้ไทยพีบีเอสจะเพิ่มการผลิตรายการรูปแบบ Online First แต่ สตง. พบว่าการประเมินการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มเป้าหมายยังไม่ชัดเจน โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้ใช้งานเว็บไซต์ หรือ Active User จาก Google Analytics เป็นส่วนหนึ่งในการวัดผล ซึ่งไม่สามารถสะท้อนโดยตรงว่าประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับชมเนื้อหารายการแต่ละประเภทมากน้อยเพียงใด
ส่วนการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ยังไม่มีหลักเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรในการคัดเลือกรายการหรือผู้ประเมินภายนอก ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หากผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ไม่ได้รับชมรายการ ก็จะยุติการสัมภาษณ์ โดยไม่ได้สอบถามถึงเหตุผลที่ไม่รับชม ทำให้องค์กรขาดข้อมูลที่จะนำไปปรับปรุงเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้ สตง. จึงเสนอให้พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลกลาง ยกระดับระบบ BMP และ BMS ให้รองรับการผลิตและเผยแพร่ทุกช่องทาง รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคม และปรับปรุงระบบสำรวจความคิดเห็นให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกจากประชาชนได้มากขึ้น
พบจ้างผลิตรายการขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ส่วนการจ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบรองรับ
ส่วน นางสาวมธุลีห์ ระบุถึงผลการตรวจสอบเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายว่า สตง. ได้กำหนดการตรวจสอบให้สองประเด็นตามเรื่องร้องเรียนที่ได้รับ เรื่องแรกคือเรื่องของการจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก การจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นไปตามระเบียบหรือไม่อย่างไร โดยไทยพีบีเอสได้ทำสัญญาข่าวเจาะย่อโลก ปี 60-68 แบบเฉพาะเจาะจง และการผลิตสัญญาเป็นลักษณะงานจ้าง อุปกรณ์มีกล้องถ่ายทำ และไม่มีการประเมินเรตติง ดังนั้น อาจจะขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ และก่อให้เกิดความเสียหายกับไทยพีบีเอส
ประเด็นที่ 2 คือการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ปี 66-68 เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 28 (9) ประกอบระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ตลอดจนการใช้จ่ายหรือใช้ประโยชน์นั้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพหรือไม่
จากการตรวจสอบพบว่า งบประมาณปี 66-68 ไทยพีบีเอสมีการจ่ายค่าพิธีกรหรือค่าแขกรับเชิญ โดยไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายไว้ แต่มีแนวทางและหลักเกณฑ์ในเชิงบริหารสำหรับหน่วยงานภายใน เช่น แนวทางการปฏิบัติการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าว และแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนผู้ดำเนินรายการและผู้ร่วมรายการ โดยไม่มีการประกาศใช้ระเบียบเฉพาะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ แต่อาศัยการอนุมัติวงเงินภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งการมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว
ต่อมา ไทยพีบีเอสได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 28 (9) ประกอบระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2567 ทำให้คำสั่งมอบอำนาจ แนวทางหลักเกณฑ์ของส่วนงานภายในของไทยพีบีเอสทั้งหมดไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวได้
ดังนั้น การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการที่เกิดขึ้นในปี 2568 เป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตามระเบียบขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 และเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง ม. 38 ดังนั้น ผู้ว่าการ สตง. จึงเสนอให้ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
เตรียมส่งสรุปผลสอบปมผู้บริหารใช้รถส่วนกลางให้ไทยพีบีเอส สัปดาห์หน้า
ขณะที่ นายโสมทัต แถลงในประเด็นการตรวจสอบเรื่องของการใช้รถของผู้บริหารไทยพีบีเอส โดยระบุว่า ปกติจะตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 62 ไทยพีบีเอสต้องรู้ว่ามีการออกระเบียบเรื่องการใช้รถส่วนกลางและการเบิกค่าตอบแทนการใช้ยานพาหนะนั้น และไทยพีบีเอสยอมรับว่า การใช้รถส่วนกลางมีระเบียบในการเบิกค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง แต่การใช้รถส่วนกลาง ไทยพีบีเอสไม่มีการออกระเบียบ และมีผู้บริหารได้รับค่าตอบแทนการใช้รถมาใช้รถส่วนกลางด้วย
ซึ่งหลักการขององค์กรของรัฐ รวมถึงไทยพีบีเอส แต่ยังไม่ใช่ผลของการพิจารณา การใช้ทรัพย์สินของรัฐ ไทยพีบีเอสจะต้องผูกพันตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561 และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ปี 2560 รวมถึงไทยพีบีเอสต้องออกระเบียบการใช้ทรัพย์สินขององค์กรอย่างชัดเจน
ซึ่งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และหากจะมีการแจ้งผลว่าจะมีความผิดในมาตราไหน ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบได้มีความเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเสนอผู้ว่า สตง. ลงนามเพื่อให้ส่งผลการตรวจสอบกลับไปยังไทยพีบีเอสได้ในสัปดาห์หน้า
แจงปมเอกสารตรวจสอบไทยพีบีเอสหลุด สั่งตั้งกรรมการสอบ หากพบเจ้าหน้าที่ผิดต้องรับโทษ
นายสุทธิพงษ์ ยังชี้แจงกรณีเอกสารผลการตรวจสอบไทยพีบีเอส หลุดไปยังสื่อมวลชนและมีการนำเสนอข่าวว่า ผู้สื่อข่าวบางสำนักต้องตรวจสอบที่มาของหนังสือดังกล่าว เนื่องจากหากเป็นหนังสือที่ออกไปถึงหน่วยรับตรวจแล้ว จะต้องรักษาไว้เป็นความลับ พร้อมตั้งคำถามว่าเอกสารฉบับดังกล่าวออกไปถึงผู้สื่อข่าวได้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง
ส่วนกรณีหนังสือที่ลงนามแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินงานของสำนักงานนั้น นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า ไทยพีบีเอสได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง. เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดย คตง. จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหากมีการตั้งกรรมการสอบก็ไม่หลีกเลี่ยงว่าเป็นหนังสือจากไหน ออกอย่างไร ซึ่งทางกรรมการก็จะต้องตรวจสอบกระบวนการทำงานของ สตง.
นายสุทธิพงษ์ ยืนยันว่า การออกรายงานต้องยึดถือรายงานที่ออกจากสำนักงานไปถึงหน่วยงานที่รับตรวจเป็นหลัก โดยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร ความเสียหาย และประเด็นทางวินัย ซึ่งส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นหนังสือลับ หากหน่วยงานใดเปิดเผยหนังสือลับก็อาจมีความผิด
สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีเอกสารหลุด นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อหาที่มาของเอกสารและตรวจสอบกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีเอกสารที่หลุดออกไป มีการระบุถึงความผิดเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน น.ส.มธุลีห์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า รายงานเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องการเบิกจ่าย เป็นหนังสือลงวันที่ 9 ตุลาคม และเป็นหนังสือลับ
เมื่อถูกถามถึงกรณีเอกสารดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านสื่อก่อนวันที่ 9 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ส่งรายงานไปถึงไทยพีบีเอส และถามว่า สตง. ยอมรับหรือไม่ว่ามีเอกสารหลุดออกไปจริง นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงว่า การจะระบุว่าเอกสารหลุดหรือไม่ ต้องตรวจสอบที่มาของเอกสารก่อน โดยตั้งคำถามว่าผู้ที่นำเอกสารของ สตง. ออกไปนั้นนำออกไปได้อย่างไร
ก่อนกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยพีบีเอสตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกันว่า เหตุใดจึงมีเอกสารหลุดออกมา จึงทำหนังสือถึงประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่งผลให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตามกฎหมาย สตง. สามารถเปิดเผยข้อมูลระหว่างการตรวจสอบได้ และเมื่อดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ก็สามารถเปิดเผยผลการตรวจสอบได้ตามมาตรา 56 เมื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีคำสั่งเห็นชอบรายงานแล้ว อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย โดยห้ามเปิดเผยชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเอกสารที่ออกไปก่อนหน้านั้น นายสุทธิพงษ์ ย้ำว่าเป็นเอกสารลับ ผู้ที่นำเอกสารลับไปเปิดเผยต้องรับผิดชอบ ขณะที่หนังสือที่จะส่งไปถึงหน่วยรับตรวจต้องเป็นหนังสือที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบ ลงนาม และระบุชั้นความลับไว้อย่างชัดเจน
เมื่อถูกถามว่า เอกสารที่มีการเผยแพร่ก่อนวันที่ 9 ตุลาคมเป็นเอกสารจริงหรือไม่ นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับในที่ประชุมช่วงเช้า เอกสารที่ถูกเปิดเผยเป็นเอกสารที่ยังไม่ได้ประทับตราลับ เนื่องจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้อนุมัติเห็นชอบแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารและแก้ไขข้อความ ซึ่งเป็นเรื่องของระยะเวลา ก่อนจะจัดทำเป็นเอกสารฉบับสมบูรณ์
เมื่อถูกถามว่า หากเอกสารหลุดออกไปก่อนมีการประทับตราลับ จะถือว่าไม่มีปัญหาหรือไม่ นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงว่า หนังสือที่ออกไปก่อนหน้านั้นยังไม่ถือว่ามีผลผูกพันกับผลการตรวจสอบของ สตง. เนื่องจากหนังสือที่จะส่งถึงหน่วยรับตรวจต้องผ่านการเห็นชอบและลงนามโดยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมระบุชั้นความลับให้ชัดเจน
เมื่อถามว่า ทราบหรือไม่ว่าเอกสารถูกนำออกไปได้อย่างไร นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ทราบจากข่าวที่มีการนำเสนอผลการตรวจสอบไทยพีบีเอส โดยส่วนตัวมองว่า อาจมีการนำรายงานการตรวจสอบไปพูดถึง เนื่องจาก สตง. เริ่มตรวจสอบตั้งแต่ต้นปี แต่ผลการตรวจสอบเพิ่งออกในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม มาทราบเรื่องเมื่อไทยพีบีเอสทำหนังสือถึงประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จึงให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้นำเอกสารออกไป และเอกสารออกไปได้อย่างไร
กรณีมีข้อสงสัยว่า เอกสารที่หลุดออกมาสอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการเสนอแก้ไขกฎหมายของไทยพีบีเอส และผลการตรวจสอบของ สตง. ออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน จนอาจถูกตั้งคำถามว่า เป็นความบังเอิญหรือมีการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงว่า รายงานของ สตง. เป็นรายงานผลการตรวจสอบเฉพาะบุคคลที่กระทำผิด ไม่ใช่การประเมินภาพรวมว่าองค์กรไทยพีบีเอสดีหรือไม่ดี โดยการตรวจสอบเริ่มต้นจากเรื่องร้องเรียนที่บุคคลภายในส่งเข้ามา
ส่วนกรอบระยะเวลาว่า จะทราบผลการตรวจสอบกรณีเอกสารหลุดเมื่อใด นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระ และเท่าที่ทราบมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยการตั้งคณะกรรมการจะมีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ
นายสุทธิพงษ์ยังแยกให้เห็นว่า กระบวนการทางธุรการเกี่ยวกับเอกสารเป็นประเด็นหนึ่ง ส่วนเนื้อหาและผลการตรวจสอบเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แม้จะมีข้อสงสัยว่าเอกสารหลุดหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาของผลการตรวจสอบเปลี่ยนแปลงไป
ท้ายที่สุด เมื่อถูกถามว่า แม้เอกสารดังกล่าวจะยังไม่ได้ประทับตราลับ แต่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไปแล้ว และเอกสารที่หลุดออกไปเป็นฉบับเดียวกับที่สำนักข่าวนำเสนอหรือไม่ นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า ยังไม่เห็นเอกสารฉบับที่หลุดออกไปโดยตรง แต่ยืนยันว่า สตง. จะตรวจสอบว่าเอกสารออกไปในช่วงเวลาใดและออกไปได้อย่างไร
นายสุทธิพงษ์ ระบุด้วยว่า ต้องพิจารณาแยกระหว่างความผิดพลาดในกระบวนการของเจ้าหน้าที่กับเนื้อหาผลการตรวจสอบ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยหากพบว่าเป็นความผิดพลาดของ สตง. ผู้ที่กระทำความผิดพลาดก็ต้องได้รับโทษ