สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และ 2571 ได้กำหนดนโยบายการบริหารงาน ไว้ 4 เรื่อง ภายใต้แนวคิด“อัยการของชาติและประชาชน” คือ
เรื่องที่ 1 สานภารกิจเดิม เร่งรัดการสั่งสำนวนคดีอาญาและคดีแพ่ง ให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมยกระดับระบบไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทเชิงรุกของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) พร้อมทั้งการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรมของบุคลากร และลดขั้นตอนในกระบวนการทำงานสู่ระบบไร้กระดาษทุกหน่วยงานทั่วประเทศ
เรื่องที่ 2 เสริมภารกิจใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลประโยชน์รัฐในการบังคับคดีแพ่งและคดีปกครองเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานอัยการในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคดีด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายและอนุบัญญัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรม และยกระดับการสั่งคดีให้ถูกต้องรวดเร็ว เป็นธรรม มีคุณภาพเป็นมาตรฐาน
เรื่องที่ 3 ให้ประชาชนเชื่อมั่น สร้างความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยยกระดับระบบฐานข้อมูลกลาง เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่องค์กรอัยการยุคดิจิทัล(Smart OAG) พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้ประชาชนติดตามสถานะคดีด้วยระบบออนไลน์ (OAG Tracking) และส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ
เรื่องที่ 4 ร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร เสริมสร้างความผูกพันและสุขภาวะในการทำงานของบุคลากร ปลูกฝังวัฒนธรรมความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อสังคมตามค่านิยมร่วม “PUBLIC” (P : People First ประชาชนมาที่หนึ่ง, U : Uprightness เป็นที่พึ่งความยุติธรรม, B : Betterment คิดและทำเพื่อพัฒนา, L : Lawfulness รักษากฎหมายด้วยเหตุผล, I : Integrity ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส, C : Collaboration ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย)
ทั้ง 4 เรื่อง ถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มุ่งอำนวยความยุติธรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก และทันต่อสถานการณ์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรในการเป็น “อัยการของชาติและประชาชน”
จากนั้น อัยการสูงสุด ได้พบปะและชี้แจงแนวทางการสื่อสารภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดกับสื่อมวลชน โดยเปิดเผยถึงการขับเคลื่อนนโยบาย โดยระบุว่านอกจากนโยบายที่ใก้กับผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุด เเล้วในส่วนนโยบายอดีตอัยการสูงสุดที่น่าสนใจเเละมีประโยชน์ ก็พร้อมจะสานต่อ อาทิเช่น นโยบายของอดีตอัยการสูงสุดทั้งนส.นารี ตัณฑเสถียร เรื่อง upskill reskill ซึ่งเป็นการจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพอัยการให้มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องคดีโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการว่าความของพนักงานอัยการ ในการอำนวยความยุติธรรม รวมถึงนโยบายของ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ เกี่ยวกับการเร่งรัดการสั่งคดีและการที่ให้นโยบาย อัยการเรียกพยานมาสอบเพิ่มเพื่อให้รู้ถึงพยานหลักฐาน เนื่องจากที่ผ่านมา อัยการทำงานเชิงรับ รับฟังแต่พยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนอย่างเดียว แต่เมื่อถึงศาลปรากว่าพยานอ้างกับศาลว่าโดนโน้มน้าวจูงใจในชั้นสอบสวนจนศาลยกฟ้อง ถ้าอัยการเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก็จะได้ประจักษ์พยานหลักฐานที่ชัดเจน อัยการยุคนี้ต้องทำงานเชิงรุกขึ้น
นอกจากนี้นายโกวิท ยังให้นโยบายไปถึงผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อสื่อไปถึงอัยการทั่วประเทศในการพิจารณามีคำสั่งทางคดีว่าพิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียด ไม่ใช่การพิจทรณายื่นฟ้องไปก่อน เนื่องจากมองว่าการที่อัยการมีการฟ้องคดีไปก่อนโดยไม่พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียดเป็นการเพิ่มต้นทุนงบประมาณเอกสาร รวมถึงระยะเวลาและเพิ่มคดีให้กับฝ่ายตุลาการ เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นว่าคดีที่อัยการฟ้องไปศาลยกฟ้องไป40 เปอร์เซ็นต์ พนักงานอัยการต้องกล้าใช้ดุลยพินิจในการสั่งไม่ฟ้องในคดีที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยผู้กระทำผิดพ้นไป เพียงแต่ให้อัยการดูพยานหลักฐานให้ละเอียดมากขึ้น ไม่ต้องเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่พยานหลักฐานถึง 80 เปอร์เซนต์ แล้วค่อยยื่นฟ้อง
นายโกวิท กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนเข้าใจหัวอกของผู้เสียหายว่าอยากให้มีการฟ้องคดีในข้อหาที่รุนแรง แต่ที่ผ่านมาหากดูกันจริง ๆ พนักงานอัยการจะต้องฟ้องผู้ต้องหาให้ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่การฟ้องข้อหาที่หนักกว่าความเป็นจริง เพราะหากอัยการฟ้องข้อหาที่รุนแรงเกินความเป็นจริงก็จะเกิดผลเสียต่อรูปคดีและศาลจะยกฟ้อง
นอกจากนี้นายโกวิทยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ในยุคบริหารของตนเองจะปลอดเรื่องการเมืองหรือไม่ ว่าประเทศไทยเราปกครองด้วย 3 อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อัยการก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีสายบังคับบัญชาต้องยอมรับว่าเรื่องการเมืองฝ่ายบริหารมีผลต่อหน่วยงานและประชาชนทุกคน ที่ผ่านมามีคดีที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปราบปราม คำถามมี่ว่าเราจะปลอดการเมืองได้หรือไม่ ต้องบอกว่าเราหนีการเมืองไม่พ้น อย่าว่าแต่อัยการเลย ประชาชนก็หนีการเมืองไม่ได้ แต่จะให้มาสั่งให้ชี้ซ้ายชี้ขวา ตนยืนยันว่าไม่มีทาง ตนจะทำในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การสั่งคดีพร้อมที่จะเปิดสำนวนให้ทุกคนทราบได้
จากนั้น อัยการสูงสุด ได้พบปะและชี้แจงแนวทางการสื่อสารภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดกับสื่อมวลชน พร้อมเปิดตัวคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ประกอบด้วย นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ, นางสาวเบญจรัตน์ เนติโพธิ์อัยการผู้เชี่ยวชาญ, นายทรงพล สุวรรณพงศ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายทีปกร โกมลพันธ์พรอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดสำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ และนางสาววนาทิพย์ วาเซอร์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งจะเป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ หรือการดำเนินงานขององค์กรแก่สื่อมวลชนและประชาชน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการดำเนินงานเพื่อความยุติธรรมต่อไป