แต่วิเคราะห์ก่อนจะตอบว่าเรือฟริเกต 16,730 ล้านบาทมีความคุ้มค่าหรือไม่ กองทัพเรือระบุว่า เรือลำใหม่จะปฏิบัติภารกิจในพื้นที่สัตหีบเป็นหลัก เพื่อทดแทนเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเหลือระยะใช้งานอีกประมาณ 3 ปี ขณะที่เรือลำใหม่ต้องใช้เวลาต่อสร้าง 5 ปีนับจากวันลงนามสัญญา
ทั้งนี้ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ให้ข้อมูลว่า หากเรือหลวงรัตนโกสินทร์เหลือระยะใช้งานประมาณ 3 ปี แต่เรือลำใหม่ต้องใช้เวลาสร้าง 5 ปี ความพร้อมของกองทัพเรือในช่วงรอยต่อจึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
🔵ฟริเกต 16,730 ล้าน เลือกจากอะไร
โครงการนี้ตั้งกรอบวงเงินไว้ไม่เกิน 17,000 ล้านบาท โดยผู้ชนะการคัดเลือกคือ Hanwha Ocean จากประเทศเกาหลีใต้ และราคาหลังการเจรจาอยู่ที่ 16,730 ล้านบาท กองทัพเรือยืนยันว่าได้กำหนดขีดความสามารถของเรือที่ต้องการ โดยไม่ได้ระบุล่วงหน้าว่าต้องเป็นอู่ต่อเรือหรืออุปกรณ์ยี่ห้อใด
อย่างไรก็ตาม คำยืนยันว่ากระบวนการคัดเลือกเปิดกว้าง ยังต้องตรวจสอบต่อไปถึงสิ่งที่จะได้รับจริง สมรรถนะและระบบต่างๆ ของเรือลำนี้ เงื่อนไขในสัญญา การทดสอบเมื่อส่งมอบ ตลอดจนเหตุผลสำคัญว่ากองทัพเรือใช้เกณฑ์ใดในการเลือกเทคโนโลยีที่จะอยู่กับเรือไปอีกหลายสิบปี
🔵7,254 ล้าน ไทยได้อะไรกลับมา
นอกเหนือจากตัวเรือแล้ว ในโครงการยังมีข้อเสนอชดเชยทางเศรษฐกิจราว 7,254 ล้านบาท มูลค่านี้ประกอบด้วยกิจกรรมอะไรบ้าง ส่วนใดเป็นการลงทุนและจ้างงานในไทย ส่วนใดเป็นการฝึกคนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยี และจะมีกระบวนการตรวจรับผลของแต่ละส่วนอย่างไร
🔵ร่วมต่อ ติดตั้ง-ทดสอบซ่อม-พัฒนาต่อเอง
ทางด้าน นายสุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นายกสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASIMAR ในฐานะผู้แทนอุตสาหกรรมต่อเรือไทย ให้ข้อมูลว่า อู่ไทยมีประสบการณ์ด้านโครงสร้างและงานระบบเรือ แต่ระบบสำคัญของเรือฟริเกตหลายส่วน ทั้งเครื่องจักร เรดาร์ เซนเซอร์ ระบบรบ และอาวุธ ยังต้องพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ การได้ร่วมต่อโครงสร้างเรือกับการมีความสามารถสร้างและดูแลระบบสำคัญบนเรือจึงเป็นคนละขั้นกัน
นายกสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย ยังเสนอมุมมองว่า หากต้องการให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีเกิดผลสัมฤทธิ์ คนไทยควรได้ทำงานร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบรายละเอียด การติดตั้ง การทดสอบ และการแก้ปัญหาจริง
จากเงื่อนไขการต่อโครงสร้างเรือในไทยอย่างน้อย 20% สำหรับลำแรก กองทัพเรือได้วางเป้าหมายเพิ่มเป็นอย่างน้อย 30% ในลำที่สอง และมุ่งไปสู่เป้าหมายการต่อเรือในประเทศ 100% ในระยะยาว แต่ยังไม่สามารถกำหนดปีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างชัดเจน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ลำที่สองจะเกิดขึ้นเมื่อใด งานส่วนใดจะเพิ่มขึ้นในไทย ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และจะเตรียมอู่กับบุคลากรให้พร้อมอย่างไร
นายกสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย ให้เหตุผลว่า ความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อมีผลอย่างมากต่อการลงทุนในอู่ เครื่องมือ และบุคลากร หากมีคำสั่งซื้อเพียงลำเดียว ต้นทุนการเตรียมความพร้อมทั้งหมดก็ต้องแบกรับไว้ในโครงการนั้น เป้าหมายการต่อเรือเองในอนาคตจึงต้องมีมากกว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีแผนงานที่ชัดเจนว่าจะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวจากงานโครงสร้างไปสู่ งานที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร
🔵ได้เรือฟริเกตแล้ว ดูแลอย่างไร
แม้เรือจะถูกส่งมอบตรงเวลาและได้ตามสเปกที่กำหนด ภาระของประเทศก็ยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น เรือรบต้องใช้งบประมาณในการซ่อมบำรุง จัดหาอะไหล่ และกำลังพลที่ผ่านการฝึกตลอดอายุการใช้งาน โดย นาวาตรี ดร.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ เห็นว่ากองทัพเรือควรมีเรือฟริเกต แต่ต้องคิดคำนวณค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาควบคู่ไปกับราคาจัดหาด้วย
ด้าน นาวาตรี ดร.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ร.น. สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เผยว่า ความคุ้มค่าที่แท้จริงไม่ได้วัดจากวันที่รับมอบเรือเท่านั้น แต่ต้องดูว่าเรือมีความพร้อมในการออกปฏิบัติภารกิจได้มากเพียงใดตลอดช่วงอายุการใช้งาน
ท้ายที่สุดแล้ว โครงการเรือฟริเกต 16,730 ล้านบาท ยังมีคำตอบที่ต้องติดตามในสามเรื่องสำคัญ ได้แก่ เรือลำนี้จะได้ขีดความสามารถตามสัญญาหรือไม่ ไทยจะได้งานและเทคโนโลยีที่นำไปใช้ต่อจริงเพียงใด และกองทัพเรือจะดูแลให้เรือพร้อมปฏิบัติภารกิจตลอดอายุการใช้งานอย่างไร เพราะเมื่อเรือลำใหม่ออกจากอู่ สิ่งที่ควรอยู่กับประเทศไทยต่อไป ไม่ได้มีเพียงเรือหนึ่งลำ แต่รวมถึงคน ความรู้ และความสามารถที่จะดูแลและสร้างเรือลำต่อไปในอนาคต
โชฏิมา จันทร์คง "สืบสวนความจริง" NationTV22