และวันนี้ ตนเองรับตำแหน่งใหม่ ก็จะใช้มิติหน้าด่านความมั่นคงในการทำงาน เข้ามาเข้มงวดในการคัดกรองนักท่องเที่ยว โดยจะคัดกรองคนดีเข้ามา ส่วนคนไม่ดีเราจะไม่ให้เข้าเลย จะใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบคนเข้ามาช่วย
ทั้งนี้ หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นโดยใช้ประเทศไทยเป็นพื้นฐานของอาชญากรรมข้ามชาตินอมินี สวมสิทธิ สวมบัตร เราก็ยืนยันจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
“ผมได้ให้นโยบายกับหัวหน้าด่านทุกด่านเข้มงวดมากขึ้น หากทำผิดต้องจับกุม ยืนยันว่า คนดีที่เข้ามาหรือคนต่างชาติที่เข้ามา เราจะรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของทุกท่าน”
ทั้งนี้ ตนเองไม่หนักใจที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ วันแรกก็เจองานยาก เพราะมองว่าเป็นการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว
ขณะที่ภาพรวมของการอำนวยความสะดวก และแก้ปัญหาการจัดส่งกระเป๋าที่ตกค้างคืนให้กับผู้โดยสารนั้น นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน ตกค้างอยู่ประมาณ 5,000-6,000 ใบ จากทั้งหมดกว่า 10,000 ใบ โดยหลังจากติดต่อกับผู้โดยสารได้แล้ว จะนำกระเป๋าขึ้นมาไว้ข้างบนบริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า
ส่วนผู้โดยสารคนไหนที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ กระเป๋าจะอยู่ด้านล่าง เจ้าหน้าที่จะยังไม่นำกระเป๋าขึ้นมาไว้ข้างบนเพื่อความปลอดภัย และหลังจากนั้นจะย้ายไปที่อาคาร OBC ของการบินไทย ซึ่งการบินไทยจะติดต่อกับผู้โดยสารว่ากระเป๋าอยู่ที่ไหน หากผู้โดยสารสะดวกมารับกระเป๋าภายในวันนี้ สามารถมารับได้ที่ประตู 1 ชั้น 2
โดยในวันนี้พยายามลำเลียงกระเป๋าเดินทางออกมาและมีผู้โดยสารหลายคนมารับกระเป๋าไปแล้ว และอีกหลายคนมีความประสงค์ให้การบินไทยจัดส่งไปให้ทางไปรษณีย์ไทย ซึ่งวันนี้ไปรษณีย์ไทยมารับไป 2 คันรถแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าผู้โดยสารจะได้รับกระเป๋า
ส่วนผู้โดยสารที่เป็นชาวต่างชาติอาจเดินทางไปที่อื่นแล้ว การบินไทยมีหน้าที่ติดต่อประสานไปยังเจ้าของกระเป๋าเพื่อส่งคืนให้ผู้โดยสาร และในสัปดาห์นี้คาดว่าจะเคลียร์เรื่องข้อมูลของผู้โดยสารได้ทั้งหมด
และใช้ความเชื่อมั่นว่าได้ว่าวันที่ 29-30 กันยายน ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบปกติแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ คือ กระเป๋าของวันที่ 26- 28 กันยายน ก็จะจัดส่งไปให้เจ้าของกระเป๋าโดยเร็วที่สุด
ด้านนายกิตติภณ โสพันนา ผู้โดยสารที่กระเป๋าตกค้าง วันนี้เดินทางมาติดต่อรับกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ บอกว่า มาจาก จ.อุบลราชธานี เพื่อมาติดต่อรับกระเป๋า เพราะว่าบินกลับมาจากเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 28 กันยายน มาถึงประมาณ 21.00 น. แล้วรอกระเป๋าอยู่ 2 ชั่วโมง ไม่มีการชี้แจงใดๆ ต้องนึกเอาเองว่าจะทำอย่างไรต่อ และมีเจ้าหน้าที่เอาคิวอาร์โค้ด เอากูเกิลฟอร์มมาให้กรอก แต่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ เสียเวลาด้วย เหนื่อยด้วย จากนั้นตี4 ตนเองก็มาดูอีก ก็ยังไม่มีอะไร จนตัดสินใจบินไปที่ จ.อุบลราชธานี เพราะต้องรีบไปทำงาน ตอนนั้นยอมรับว่า รู้สึกกังวลมากเพราะไม่มีใครมาพูดว่าจะให้ทำอะไรต่อ เลยไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นอย่างไร
หลังจากนั้นตนก็คอยติดตามข้อมูลทางโซเชียล และทราบว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ที่บินกลับมาเที่ยวเดียวกันได้รับกระเป๋าแล้ว วันนี้เลยซื้อตั๋วจากอุบลฯ เพื่อบินมารับกระเป๋า มาดูด้วยตนเอง ประกอบกับ ตนเพิ่งทราบเรื่องการสแกนแท็กกิ้งเพื่อตรวจสอบได้ โดยสายการบินไม่ได้แจ้งอะไรเลย พอมาถึงก็ยื่นพาสปอร์ต และบอร์ดดิ้งพาส เพื่อขอรับกระเป๋าใช้เวลารอไม่ถึง 30 นาที โดยยังไม่ได้ตรวจสอบกระเป๋าว่าเสียหายหรือมีของหายหรือไม่
“เข้าใจถึงสถานการณ์น้ำท่วม คนมาทำงานไม่ได้ แต่การสื่อสารของสายการบินไม่ค่อยโอเคมากๆ พอมาถึงไม่รู้ว่าต้องไปเอากระเป๋าที่ไหน เลยรู้สึกว่า มีปัญหาเรื่องการสื่อสารมากๆ และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คงจะมีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนการใช้บริการสายการบินในอนาคตแน่นอน เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น เนื่องจากที่ผ่านมาตนใช้บริการสายการบินนี้เพราะมีความเชื่อมั่นสูง แต่วันนี้ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบิน เพื่อมารับกระเป๋าและไม่มีการติดต่อเรื่องการเยียวยาใดๆ