3. การวิเคราะห์ปัญหาบนพื้นฐานข้อมูลเชิงเทคนิคและข้อเท็จจริง
- เน้นข้อมูลเชิงแบบจำลองและตัวเลข: ข้อวิเคราะห์ของ รศ. ดร. สิตางศุ์ มักอ้างอิงจากปริมาณฝนสะสม ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อน (Flow Rate) ศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำ และพฤติกรรมการบุกรุกพื้นที่รับน้ำ (Retention Area) ทำให้ความเห็นไม่ได้มาจาก feeling แต่มารายงานทางวิศวกรรม
- มองภาพรวมทั้งระบบ (Basin Approach): ไม่ได้มองการป้องกันน้ำท่วมเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แต่มองทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำออกสู่ทะเล
4. การสื่อสารที่สะท้อนปัญหากระทบโครงสร้างและการบริหารจัดการ
- สามารถอธิบายเรื่องอุทกวิทยาที่ซับซ้อนให้สาธารณชนและสื่อมวลชนเข้าใจได้ง่าย
- ชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่องในเชิงโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา เช่น ผังเมืองที่ขวางทางน้ำ (Floodway) ปัญหาช่องว่างในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความจำเป็นในการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน (Rule Curve) ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
- ด้วยการผสานระหว่าง ความรู้ทางวิศวกรรมชลประทานที่แม่นยำ + ประสบการณ์ในพื้นที่จริง + ความเข้าใจในโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐ ทำให้ข้อเสนอแนะของ รองศาสตราจารย์ ดร. สิตางศุ์ มีน้ำหนักเชิงวิชาการสูง และเป็นมุมมองที่ช่วยเตือนภัยรวมถึงเสนอทางออกในการแก้วิกฤตน้ำท่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พวกเรากลุ่มวิศวกรอาวุโส ได้ติดตามความพร้อมของการรับมือน้ำท่วมกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างๆมา ถกกันตลอด พบว่าแม้จะมีการลงทุนทำห้องประชุมศูนย์การบัญชาการน้ำท่วม เพื่อให้เป็นศูนย์หนึ่งเดียว ที่เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน แต่ก็ยังไม่เป็นหนึ่งเดียว
รองศาสตราจารย์ ดร. สิตางศุ์ เป็นผู้หนึ่งที่ได้รวบรวมข้อมูลมาได้มากที่สุด และติดตามปัญหาการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่แยกกัน จากการเข้าลงไปทำงานจริงด้วย
ผมขอย้ำว่า อาจารย์ไม่ได้ทำงานให้เฉพาะกับการเมืองฝ่ายใดๆ