นายสามารถ กล่าวถึง หลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าหน่วยงานของรัฐ รวมถึงดีเอสไอ ควรอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมเช่นเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินคดีของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับคดีอื่น โดยยกกรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และคดีที่เกี่ยวข้องกับดารา “ฟ” ซึ่งนายสามารถระบุว่า มีประเด็นเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นพันล้าน แต่ไม่ถูกออกหมายจับ ไม่ถูกฝากขัง และให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน
ทางนี้ในเรื่องของเส้นทางการเงินจึงตั้งคำถามว่าการที่แม่ โอนเงินให้ลูกมันผิดไหม เพราะเส้นเงินของแม่ มีมาก่อนทำดิไอคอนหากการโอนเงินให้ลูกมันผิดจริงทำไมบุคคลอื่นถึงไม่มีความผิด
แต่ทำไมในกรณีของตนเองถึงถูกออกหมายจับและถูกฝากขัง ความคัดค้านประกันตัว โดยอ้างว่าในคำร้องขอฝากขังครั้งแรกมีการระบุว่าตนเป็นผู้มีอิทธิพล รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมาก และเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พร้อมตั้งคำถามว่า หากเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ เหตุใดคดีของตนจึงไม่มีอัยการเข้าร่วมสอบสวน ขณะที่คดีอื่นที่ยกตัวอย่างมีอัยการเข้าร่วมสอบสวน
นายสามารถ กล่าวอีกว่า ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ และต้องนั่งรถควบคุมผู้ต้องขังมาศาลตนทรมานมาก จึงขอสืบพยานลับหลัง เพราะ มั่นใจว่าคดีนี้ตนเองไม่ผิด และตอนที่ตนเองอยู่ในเรือนจำการหาพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีฟอกเงินที่ต้องพิสูจน์เส้นทางการเงินและเจตนา พร้อมเปรียบเทียบว่าตนเหมือนถูกผูกมือผูกเท้าในการต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ เนื่องจากหน่วยงานมีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูล
นายสามารถ กล่าวว่า ระหว่างการสืบพยานได้สอบถามเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เป็นผู้ขอหมายจับว่าใช้หลักฐานใดในการขอหมายจับ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าใช้คลิปเสียงและเส้นทางการเงิน แต่จากการซักถามพบว่าไม่มีใครยืนยันได้ว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นเสียงของตน ขณะที่เส้นทางการเงินที่นำมาอ้างนั้น ได้มาภายหลังการขอหมายจับแล้ว จึงตั้งคำถามว่าในขณะขอหมายจับ เจ้าหน้าที่นำหลักฐานใดไปยื่นต่อศาล
พร้อมกันนี้ นายสามารถได้ให้ทนายความพยายามขอคัดคำร้องขอหมายจับ แต่ช่วงแรกไม่สามารถคัดได้ ก่อนจะเปลี่ยนทนายหลายคนและท้ายที่สุดสามารถคัดเอกสารได้ โดยพบว่ามีเพียงหมายจับและบันทึกจับกุม แต่ไม่มีคำร้องขอหมายจับ
ทางนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ทำคดีของตนเอง หลังจากที่ทำคดีของตนเองก็ได้เลื่อนตำแหน่งบางรายถึงกับได้ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และยังฝากไปถึง กระทรวงยุติธรรมและภาครัฐ อย่าใช้กลไกแบบนี้กลั่นแกล้งใคร และฝากถึง “คุณลุง” (ลุงป้อม) น่าจะรู้ดีที่สุดว่าตนไม่ได้กระทำความผิดตนไม่เคยขอเงินลุงแม้แต่บาทเดียวยอมเจ็บยอมเปียกแทนลุงมาเสมอวิธีการที่เกิดขึ้นกับตนเป็นวิธีการกลั่นแกล้ง
ส่วนกรณีจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่นั้น นายสามารถ กล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนพิจารณาอย่างยุติธรรม พร้อมยกหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ชาวบ้าน รัฐมนตรี หรือบุคคลทั่วไป และไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้โกรธใครเลยแต่ต้องขอบคุณที่ทำให้ได้เรียนรู้อีกมิติจากที่เป็นผู้บริหารได้มาเป็นนักโทษ
เมื่อถามว่า จะมีการฟ้องร้องใครหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ” ไม่รู้ต้องดูข้อเท็จจริงก่อน หากเกี่ยวข้อง 10 คน อาจจะฟ้องแค่ 2 คน เกี่ยวข้อง 10 คนก็อาจจะเอาทั้ง 10 เลยก็ได้มันอยู่ที่สิทธิ์ของผม“
นอกจากนี้ นายสามารถ ยังกล่าวถึงคดีหลักของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับตน และเป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในคดีต้องต่อสู้ตามกระบวนการ โดยส่วนตัวจะเดินหน้าตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐว่าปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ จะใช้กฎหมายดำเนินการ
ส่วนกรณีจะยื่นฟ้องกลับดีเอสไอหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบก่อนว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากปฏิบัติตามกฎหมายก็จะไม่ดำเนินการ แต่หากพบว่ามีการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ จะใช้กฎหมายดำเนินการ โดยยืนยันว่าเป็นสิทธิของตน
นายสามารถ กล่าวถึงระยะเวลาที่ถูกคุมขังว่า ถูกจับเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 และอยู่ในเรือนจำเกือบ 2 ปี ก่อนจะได้รับการประกันตัวในเดือนเมษายน 2569 หลังสืบพยานเสร็จสิ้นทุกปาก โดยศาลเห็นว่า มีเหตุให้ไต่สวนและปล่อยตัวชั่วคราว จากนั้นมีการจำหน่ายคดีเพื่อรอผลคดีมูลฐาน แต่เมื่อคดีมูลฐานคาดว่าจะเสร็จในปี 2571 นายสามารถเห็นว่าการต้องรอถึงเวลานั้นไม่เป็นธรรมกับตน เพราะยังคงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้กระทำความผิด จึงขอให้ศาลพิจารณานัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน และศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในวันนี้
นายสามารถ ยังกล่าวว่า คดีฟอกเงินไม่มีคดีอื่นติดตัว พร้อมระบุว่า หากมีการนำคดีอื่นมายัดใส่หลังจากนี้ จะดำเนินการตามกฎหมาย
ส่วนการเปลี่ยนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสามารถกล่าวว่า เห็นว่าควรมีการเปลี่ยนทั้งอธิบดีและรองอธิบดี พร้อมระบุว่าในวันจันทร์จะเดินทางไปหา ปลัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของดีเอสไอ โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีกี่คนและจะดำเนินการกับบุคคลใดบ้าง
นายสามารถ กล่าวว่า จะตรวจสอบต่อไปว่ามีบุคคลใดนำพยานหลักฐานเท็จมาใช้ในคดีหรือไม่ และหากพบจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยขณะนี้จากการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตนในช่วงที่ถูกคุมขัง และกล่าวว่าไม่ควรมีนักการเมืองหรือประชาชนคนใดถูกเลือกปฏิบัติ
ท้ายที่สุด นายสามารถ ฝากถึงรัฐบาลว่า ไม่ควรหวั่นเกรงต่อข้อกล่าวหา และควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบุคคลใดกระทำความผิดหรือไม่ พร้อมย้ำหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเห็นว่าไม่ควรนำข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีคำพิพากษามาเปิดเผยหรือแถลงต่อสาธารณะ เพราะอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียชื่อเสียง แม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาว่าไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม
อย่างไรก็ตามบอสพอลยังมีคดีหลักของบริษัทดิไอคอน และไม่ได้ยื่น ประกันตัว จึงยัง ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ