ปกรณ์ สั่ง สำนักพุทธฯ เช็กบัญชีวัดส่วนกลาง ป้องกันยักยอกเงิน
11 ก.ย. 2569 | titayu_pur

ปกรณ์ นิลประพันธ์ สั่ง สำนักพุทธฯ เชื่อมระบบบัญชีวัดเข้าส่วนกลาง ป้องกันทุจริตยักยอกเงิน วอนหยุดแชร์ภาพอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ กระทบจิตใจชาวพุทธ
ข่าว
11 ก.ย. 2569 | titayu_pur

ปกรณ์ นิลประพันธ์ สั่ง สำนักพุทธฯ เชื่อมระบบบัญชีวัดเข้าส่วนกลาง ป้องกันทุจริตยักยอกเงิน วอนหยุดแชร์ภาพอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ กระทบจิตใจชาวพุทธ
KEY
POINTS
11 กันยายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เร่งสั่งการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) วางระบบบัญชีทรัพย์สินวัดเชื่อมโยงส่วนกลาง เพื่อป้องกันปัญหาทุจริตยักยอกเงินวัด หลังเกิดกรณีจับกุม สมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ในข้อหายักยอกเงินและเสพเมถุน พร้อมขอความร่วมมือหยุดแชร์ภาพสะเทือนใจ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ประเทศ โดยย้ำว่าผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการจับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในข้อหายักยอกเงิน และมีพฤติกรรมเสพเมถุน ว่า ต้องแยกให้ออกระหว่างพระศาสนา กับความประพฤติของสงฆ์ เพราะพระสงฆ์เป็นคนหมู่มาก ย่อมอาจมีสิ่งที่บิดเบือนหรือบิดเบี้ยวเกิดขึ้นได้บ้าง แต่ทุกฝ่ายจะต้องพยายามทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่จิตใจของคน หากภายในใจยังเต็มไปด้วยกิเลส การนุ่งห่มผ้าเหลืองก็ไม่ได้ทำให้กองกิเลสหมดไป สิ่งที่จะช่วยได้คือการขัดเกลาจิตใจให้กิเลสลดน้อยลง แต่หากยังอยู่ในผ้าเหลือง มีกองกิเลสอยู่ ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพระศาสนาได้
นายปกรณ์ ยอมรับว่า เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วรู้สึกเศร้าใจ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ดี พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้เผยแพร่หรือแชร์ภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เนื่องจากเป็นการทำร้ายจิตใจชาวพุทธ และยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ถามว่าการกระทำถูกต้องหรือไม่ จำเป็นต้องมีการดำเนินการหรือไม่ หากมีการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการช่วยเหลือหรือปกป้องแต่อย่างใด
นายปกรณ์ ยังเปรียบเทียบว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ต่างจากการทุจริตสอบท้องถิ่น เพราะเป็นการทำลายพื้นฐานของการปกครองในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลรับไม่ได้เช่นเดียวกัน พร้อมย้ำว่า พระศาสนาเป็นสิ่งที่คนไทยใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต หากไม่มีหลักอะไรให้ยึดเหนี่ยว ประเทศก็คงจะเกิดปัญหา อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าไปดำเนินการร่วมกับตำรวจแล้ว และคงไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ในส่วนของการดำเนินคดี
ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่า พศ. ควรมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นในการกำกับดูแลความประพฤติของพระสงฆ์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า พศ. จะต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น เพราะพระสงฆ์มีจำนวนมาก และการให้ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอะไรควรหรือไม่ควร แต่ปัญหาคือบางครั้งไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้
“ต่อให้มี พศ. อีก 10 แห่ง หรือมีกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก 100 ฉบับ ก็ไม่สามารถควบคุมกิเลสที่อยู่ภายในใจของแต่ละคนได้ หากไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ปัญหาลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นอีก ดังนั้นหากเกิดเหตุขึ้นแล้วจะต้องจัดการให้ดีที่สุด พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินของวัด ได้มอบนโยบายให้ พศ. ไปจัดทำระบบบัญชีของวัดในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับส่วนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายว่า วัดมีการรับหรือใช้เงิน รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ อย่างถูกต้องหรือไม่ โดยหวังว่าระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจสอบและป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ”
นายปกรณ์ ยังยกตัวอย่างว่า หากวัดแห่งหนึ่งมีเงินเข้าบัญชีไม่มาก แต่กลับมีการใช้จ่ายเงินเกินตัว หรือมีตัวเลขทางบัญชีที่ไม่สอดคล้องกัน ก็จะสามารถมองเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่ต้น และนำไปสู่การตรวจสอบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นในภายหลัง
“ในส่วนที่ฆราวาสสามารถช่วยได้ก็คือการร่วมกันสอดส่องดูแล แต่สิ่งที่ขอความร่วมมือเป็นพิเศษคือ ไม่ควรนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปเผยแพร่หรือแชร์ต่อ เพราะเป็นการทำร้ายจิตใจชาวพุทธอย่างยิ่ง”
ส่วนเสียงวิจารณ์ว่า ที่ผ่านมา พศ. ทำหน้าที่ในลักษณะอำนวยความสะดวกและดูแลพระสงฆ์ แต่ไม่ค่อยเข้าไปตรวจสอบหรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติมากนัก นายปกรณ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วฝ่ายอาณาจักรกับฝ่ายศาสนจักร ก็ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การเข้าไปบังคับกัน เพราะฝ่ายศาสนจักรมีกฎของมหาเถรสมาคม และพระวินัยที่ใช้ดำเนินการอยู่แล้ว ขณะที่ฝ่ายอาณาจักรสามารถเข้าไปดูแลได้ เป็นเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน การวางกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่าบุคคลประเภทใดควรรับหรือไม่ควรรับเข้ามา รวมถึงการจัดทำทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าเป็นพระจริงหรือพระไม่จริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยระบบดังกล่าวเพิ่งได้รับงบประมาณในปีนี้ ประมาณ 60 กว่าล้านบาท และที่ผ่านมาไทยยังไม่มีฐานข้อมูลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ รวมถึงระบบบัญชีกลางที่จะเชื่อมโยงข้อมูลของทุกวัดเข้าด้วยกัน
ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีและการตรวจสอบการเดินบัญชีนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการจัดทำระบบบัญชีขึ้นมาแล้ว และจะต้องมีระบบรายงานตามมา พร้อมยอมรับว่าในช่วงแรกอาจตรวจสอบได้ยาก หากยังใช้ระบบเอกสารหรือการดำเนินการด้วยมือ เพราะไม่สามารถทราบได้ว่ามีการส่งเอกสารครบถ้วนหรือไม่ และตัวเลขทางบัญชีเป็นอย่างไร แต่หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่น เช่น ระบบการบริจาคอัตโนมัติของกรมสรรพากร ก็จะช่วยให้สามารถเห็นข้อมูลและตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินได้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่พยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบ
ส่วนเรื่องวัตถุมงคลที่ถูกมองว่ากลายเป็นพุทธพาณิชย์ นายปกรณ์ กล่าวว่า วัตถุมงคลเป็นเรื่องของความเชื่อ จึงไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อถามย้ำว่า หากวัตถุมงคลถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องของความเชื่อ ยกตัวอย่างว่า ก้อนหินก้อนหนึ่ง หากมีคนหยิบขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นเหล็กไหล ก็มีคนเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถห้ามกันได้ เพราะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่หากทุกคนมีความรู้และมีปัญญา ก็จะไม่หลงเชื่อสิ่งงมงายได้ง่าย และควรพิจารณาเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุผลมากกว่า
ส่วนข้อเสนอให้มีตำรวจประจำอยู่ตามวัดต่างๆ เพื่อดูแลและป้องกันปัญหา นายปกรณ์ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ไม่คุ้มค่า และท้ายที่สุดทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคน พร้อมยืนยันว่า พศ. เข้าถึงวัดต่างๆ อยู่แล้ว เพียงแต่การปฏิบัติในแต่ละพื้นที่อาจมีความเข้มข้นหรือมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน และจากนี้จะต้องพยายามทำงานเชิงรุก รวมถึงนำระบบตรวจสอบเข้ามาช่วย เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นและลุกลามจนกระทบต่อพระศาสนาในที่สุด