เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : “บิ๊กเอไอ” ประสานเสียง! ถึงเวลาชะลอการพัฒนา...ก่อนสายเกินไป

13 ก.ย. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : “บิ๊กเอไอ” ประสานเสียง! ถึงเวลาชะลอการพัฒนา...ก่อนสายเกินไป

“ขนาดระเบิดนิวเคลียร์ยังต้องมีการทดลองกลางทะเลทราย แล้วทำไมเอไอจึงยังถูกพัฒนาอยู่ในคอมพิวเตอร์ของวิศวกรบางคนในซานฟรานซิสโก” นี่คือการเปรียบเทียบที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจนถึงภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นจากเอไอของ “เจคอบ ค็อกซอน” อดีตนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทชั้นนำด้านเอไอทั้ง “แอนโทรปิก” และ “โอเพนเอไอ” ที่ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงภายใน 10 ปีข้างหน้าที่มนุษยชาติอาจถูกกวาดล้างจากเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นมาเอง หากทั้งโลกยังไม่ช่วยกันชะลอการพัฒนาเอไอ เพื่อให้มาตรการและกฎหมายในการควบคุมตามทัน

นี่คือเสียงเตือนล่าสุดในเรื่องที่อดีตอาจถูกมองเป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เมื่อคำเตือนออกมาจาก “คนใน” นี่จึงกลายเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนระดับโลก เพราะในโลกของทุนนิยม องค์กรต่างๆ ย่อมต้องแข่งขันกันพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อครองความเป็นผู้นำตลาด แต่เมื่อสินค้านั้นคือเอไอ ความเร็วจึงไม่เท่ากับความถูกต้อง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะทำแค่ในบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องเป็นการจับมือกันในระดับอุตสาหกรรมทั้งโลก ร่วมกับการกำหนดมาตรฐานโดยภาครัฐ


🔵 [“บิ๊กเอไอ” ประสานเสียง]


ล่าสุดซีอีโอของสองบริษัทเอไอชั้นนำทั้งแอนโทรปิกและโอเพนเอไอได้ออกมาประสานเสียงเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาเอไอ โดยดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนโทรปิกมองว่า การชะลอไม่ได้หมายถึงการหยุดฝึกโมเดลหรือหยุดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่หมายถึงการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ มีเวลาเพียงพอในการปรับโมเดลของตน อาโมเดอีได้เสนอ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การตรวจสอบโมเดลโดยองค์กรอิสระตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา, ให้บริษัทเอไอร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในระหว่างรอการบังคับใช้กฎหมาย, และการออกกฎหมายในระดับนานาชาติ เพื่อช่วยให้มนุษย์มีเวลาเพิ่มขึ้นอีก 1–2 ปี

ส่วนแซม อัลต์แมน ซีอีโอของโอเพนเอไอก็ได้กล่าวในการประชุมภายในของบริษัทว่าพร้อมพิจารณาชะลอการพัฒนาระบบเอไอ โดยอาจปรับจังหวะการพัฒนาให้สอดคล้องกับเจ้าอื่น และในเวลาเดียวกันก็ผลักดันให้มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของเอไอระดับชาติในสหรัฐฯ นอกจากนี้คำเตือนที่ออกมาเกี่ยวกับความเสี่ยงของเอไอยังทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นภายในปีนี้ตามกระแสข่าวที่ออกมาตั้งแต่ช่วงกลางปี แต่อัลต์แมนก็ย้ำว่านี่ไม่ใช่การที่บริษัททำตามแรงกดดันแต่อย่างใด

🔵 [เมื่อเอไอตกอยู่ในมือ “ผู้ไม่หวังดี”]


นอกจากการที่เอไอจะพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วจนอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์แล้ว เอไอก็อาจไปตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีได้ จริงๆ ผมเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับด้านมืดของเอไอไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ล่าสุดก็ยังคงมีเรื่องที่น่าตกใจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแอนโทรปิกได้ออกมาเปิดเผยผ่านรายงานด้านภัยคุกคามว่า มีอย่างน้อย 5 เคสที่นักวิทยาศาสตร์ลักลอบใช้โมเดลเอไอในลักษณะที่อาจเข้าข่ายพัฒนา “อาวุธชีวภาพ” พร้อมยกตัวอย่างเคสหนึ่งที่พยายามทดลองปรับเปลี่ยนเชื้อไวรัสไข้หวัดนกให้สามารถแพร่ระบาดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้

แต่ที่น่าสังเกตก็คือ แอนโทรปิกใช้คำว่านักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวมาจาก “ภูมิภาคที่ไม่ได้ให้บริการ” โดยไม่ได้ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงถึงประเทศใด แต่ปัจจุบันแอนโทรปิกไม่ได้มีให้บริการในจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ขณะที่หลังตรวจพบทางบริษัทได้ตัดสินใจระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องและปรับปรุงมาตรการป้องกันความปลอดภัยของโมเดลขั้นสูงด้วย

นอกจากนี้แอนโทรปิกยังพบลักษณะการนำโมเดลไปใช้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับอาวุธหลายชนิด ตั้งแต่ปืน ขีปนาวุธ ไปจนถึงโดรนติดระเบิด และการนำเอไอไปใช้ช่วยก่ออาชญากรรม อาทิ การโจมตีแบบฟิชชิ่ง การเจาะระบบไวไฟโรงแรม และการยึดบัญชีโซเชียลมีเดีย โดยบางรายเน้นเป้าหมายหน่วยงานรัฐบาล กองทัพ และการทูตของประเทศยูเครน พฤติการณ์คล้ายกลุ่ม “มิดไนท์ บลิซซาร์ด” ของรัสเซีย ส่วนประเทศจีนถูกแอนโทรปิกกล่าวหาว่า มีการโจมตีจากห้องปฏิบัติการ 7 แห่ง รวมถึงของอาลีบาบา, มูนชอต, ดีปซีค และเสียวหมี่ โดยหวังดึงความสามารถของโมเดลของแอโทรปิกมาใช้ในการปรับปรุงโมเดลของตัวเอง

🔵 [เอไอทำลาย “ความเป็นมนุษย์”]


ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังห่วงว่าโซเชียลมีเดียจะไปทำให้เด็กขาดการพัฒนา “กระบวนการคิด” แต่ในวัยทำงาน ผู้ใหญ่บางคนที่มักง่ายก็ใช้เอไอทำงานแทนโดยไม่ผ่านมาตรวจสอบไตร่ตรอง ไม่เว้นแม้แต่ระดับผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรม โดยในรัฐโอคลาโฮมาผู้พิพากษาได้อ้างอิงถึง “คดีที่ไม่มีอยู่จริง” ถึงสองคดี เพราะเชื่อข้อมูลจากเอไอ ขณะที่เมื่อปีที่แล้วผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง 2 คนยอมรับว่า ใช้เอไอจนนำไปสู่ข้อผิดพลาดในการตัดสินคดี ส่วนอัยการในรัฐจอร์เจียใช้เอไอจนทำให้เกิดการอ้างอิงที่ผิดพลาดในคำตัดสินคดีฆาตกรรม

ส่วนในโลกของนักคณิตศาสตร์ก็กำลังมีดราม่า หลังโอเพนเอไอประกาศว่าสามารถแก้สมการ 1 ใน 7 โจทย์ที่ยากที่สุดในโลกได้สำเร็จใน 88 ชั่วโมง จนทำให้นักคณิตศาสตร์เจ้าของรางวัลระดับโลก 25 คน ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึก เตือนว่าการใช้เอไอแก้โจทย์ปัญหาอาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาว เพราะมนุษย์จะขาดกระบวนการสร้างความเข้าใจด้านแนวคิด และความหยั่งรู้ที่ลึกซึ้ง ซึ่งต้องใช้เวลาและอาศัยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ยังไม่นับข้อสงสัยที่ว่าโมเดลเอไออาจลอกเลียนวิธีแก้ปัญหามาจากมนุษย์ด้วย

ดังนั้นปัจจุบันจึงถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องชะลอการพัฒนาความสามารถของเอไอ และชะลอการใช้เอไอโดยไร้ความรับผิดชอบในโลกการทำงาน โดยสิ่งเดียวที่ต้องเร่งก็คือ กฎหมาย ระเบียบ และมาตรการควบคุมระดับนานาชาติ ด้วยการก้าวข้าม “กับดักการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์” นั่นคือ การที่ประเทศมหาอำนาจต่างๆ อย่ามัวแต่แข่งขันกันเอง จนสุดท้ายไม่มีใครชนะ มีแต่ผู้แพ้ที่หมายถึงมนุษยชาติทั้งมวลครับ

ข่าวล่าสุด