เงิน 8,000 ล้านบาท/ปี กระจายไปที่ไหนบ้าง?
ภายหลังการเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ เกี่ยวกับ ร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ประชุมร่วมกับ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมตัวแทนภาคเอกชนและภาครัฐ อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมหอการค้าจีน กลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ กรุ๊ป สยามพิวรรธน์ คิง เพาเวอร์ แพลทินัม กรุ๊ป สมาคมโรงแรมไทย สายการบินนานาชาติ และบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น
โดยที่ประชุม มีการหารือแลกเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะนำข้อมูลไปพิจารณากำหนดแนวทาง การจัดเก็บค่าธรรมเนียม และการจัดสรรเม็ดเงินไปส่วนต่างๆ อาทิ
- เข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย
- จัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยว ครอบคลุมกรณีเสียชีวิต และค่ารักษาพยาบาล ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความอุ่นใจ และช่วยลดภาระทางการเงินของระบบสาธารณสุขไทย ที่ต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาลตกค้าง โดยเน้นออกแบบประกันภัย ที่สถานพยาบาลตรวจสอบสิทธิและเบิกจ่ายได้จริง เพื่อลดค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้ และภาระภาษีประชาชน
- การยกระดับความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมทางการท่องเที่ยว สนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องไม้ในการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว ตลอดจนพัฒนาสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวให้เหมาะสม มีคุณภาพ อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ที่สร้างความประทับใจและความคุ้มค่าในทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ และการพักผ่อน โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณประจำปีช่องทางเดียว
- รวมทั้งมีข้อเสนอแนะว่า ควรสนับสนุนพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทั่วถึง รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล และการตรวจสอบการใช้เงิน
โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเป็นผู้ประมวลข้อเสนอเพื่อให้ร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามลำดับ พร้อมหารือสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้เกี่ยวข้องเรื่องวิธีการจัดเก็บ การกำหนดข้อยกเว้น แนวทางการจัดหาประกันภัย และการใช้จ่ายเงินกองทุน
"สรรพากร" รับฟังความเห็น "เก็บภาษี" เดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท/ครั้ง
อีกด้านที่ดำเนินการคู่ขนานกัน กรมสรรพากร เปิดรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จัดเก็บจากผู้เดินทางทุกสัญชาติ เบื้องต้นทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท เพดานไม่เกิน 5,000 บาท พร้อมกำหนดข้อยกเว้นและให้สายการบินหรือตัวแทนเรียกเก็บพร้อมค่าตั๋ว โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่าน เว็บไซต์ law.go.th ระหว่างวันที่ 30 ก.ย. - 29 ต.ค.2569 ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยกระทรวงการคลัง มอบหมายให้กรมสรรพากร ศึกษาการจัดเก็บภาษีจากผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทุกสัญชาติ
ทั้งนี้ ใจความหลักของ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร กำหนดให้ผู้เดินทางมีหน้าที่เสียภาษีทุกครั้งที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตามอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท โดยระยะแรกกำหนดอัตราสำหรับการเดินทางทางอากาศ ครั้งละ 1,000 บาท ขณะที่การเดินทางทางบกและทางน้ำ ในระยะแรกจะได้รับการยกเว้น
โดยผู้เดินทางจะต้องชำระภาษีก่อนออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งผู้ประกอบกิจการขนส่งหรือตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารจะเป็นผู้เรียกเก็บพร้อมค่าโดยสาร ส่วนกรณีที่ไม่ได้ซื้อบัตรโดยสารหรือไม่ได้ชำระค่าโดยสารผ่านผู้ประกอบการ จะต้องชำระตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะไม่ใช้บังคับกับผู้ที่ซื้อบัตรโดยสารก่อนกฎหมายมีผล แต่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้
รายได้จากการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จะถูกนำไปใช้เป็น "รายได้แผ่นดินทั่วไป" เพื่อเข้าสู่คลังของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์หลักตามที่กระทรวงการคลัง ชี้แจง คือ
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ กระตุ้นให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น และช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจสู่ชุมชนและรากหญ้า
- ป้องกันเงินตราต่างประเทศไหลออก ลดปัญหาการนำเงินตราต่างประเทศออกนอกราชอาณาจักรเกินความจำเป็น และรักษาเสถียรภาพดุลการชำระเงินของประเทศ
- เพิ่มความยืดหยุ่นทางการคลัง เพื่อนำงบประมาณมาบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ประเมินและเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โดยกำหนดเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสีย และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน รวมถึงกำหนดโทษกรณีหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี และกรณีไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศของกรมสรรพากร ไม่นับรวมภาษีที่นักเดินทางต้องเสีย คือ ค่าธรรมเนียมบริการผู้โดยสาร (PSC) ของบริษัทท่าอากาศยานไทยหรือ ทอท.จำนวน 1,120 บาท/คน ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศ คงเดิมที่ 130 บาทต่อคน (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดีล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง สั่งให้ กรมสรรพากร ชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่า ขณะนี้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เป็นผลพวงจากการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) หรือ IMF-WORLD BANK 2026 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติประทับใจ จึงยังไม่อยากทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเชื่อว่ากระแสท่องเที่ยวไทยช่วงไตรมาส 4 จะคึกคักมาก ส่วนจะจัดเก็บเมื่อใดนั้น กระทรวงการคลัง จะประเมินอีกครั้ง
โดยทั้ง ร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กับ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จัดเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวและการบริการ ให้ได้มาตรฐานประจักษ์ต่อสายตานักท่องเที่ยวนานาชาติ