นายโชติช่วง ศูรางกูร ที่ปรึกษาสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด กล่าวว่า การชะลอจัดเก็บภาษีดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายประเมินผลกระทบต่อผู้เดินทางและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและการเดินทางยังมีความผันผวน การเพิ่มภาระอาจกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้บริโภค
ภาษี–ค่าธรรมเนียมต้องมอง “ภาระรวม”
นายโชติช่วงมองว่า การพิจารณาภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางควรตอบคำถาม 3 ข้อให้ชัด คือ “เก็บทำไม เก็บเมื่อไร และเก็บอย่างไร” ตั้งแต่วัตถุประสงค์ ช่วงเวลาที่เหมาะสม รูปแบบการจัดเก็บ ไปจนถึงการนำรายได้ไปใช้และตัวชี้วัดผลที่ตรวจสอบได้
“ผู้เดินทางออกนอกประเทศไม่ได้มีเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงผู้ที่เดินทางเพื่อทำงาน ศึกษาต่อ ติดต่อธุรกิจ หรือเยี่ยมครอบครัว ซึ่งมีความจำเป็นและกำลังจ่ายแตกต่างกัน การพิจารณาภาระเพิ่มเติมจึงควรมองทั้งรายได้จากการจัดเก็บและผลกระทบต่อการเดินทางควบคู่กัน”
หากมีการนำภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรกลับมาพิจารณาในอนาคต นายโชติช่วงเสนอให้ศึกษารูปแบบที่สะท้อนความสามารถในการจ่าย รวมถึงข้อยกเว้นที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและความสามารถในการแข่งขันของภาคท่องเที่ยว
ส่วน ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นมาตรการที่แยกจากภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หากมีการจัดเก็บ ควรกำหนดกลุ่มผู้ชำระ วัตถุประสงค์ และการนำรายได้ไปใช้ให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เดินทางและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม