รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า กลไกทั้งการตัดต้นทุนทิพย์และการนำส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาน้ำมัน จะดำเนินการต่อเนื่อง ไม่จำกัดเฉพาะช่วงวิกฤต เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและลดภาระประชาชนในระยะยาว
ส่วนมาตรการด้านภาษี กระทรวงพลังงานได้ประสานกระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษี โดยก่อนหน้านี้มีการประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 ควบคู่กับการปรับส่วนลดจากกองทุนน้ำมันฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดอยู่ที่ประมาณ 33.50 บาทต่อลิตร หรือต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 8-10 บาท มาตรการดังกล่าวช่วยทั้งผู้ใช้รถยนต์ รถบรรทุก ผู้ขับขี่ไรเดอร์ และภาคเกษตรกรรม ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตรในประเทศมาผลิตเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่เกษตรกรไทย
ภายหลังลงนามคำสั่ง นายเอกนัฏ กล่าวถึงผลที่จะเกิดขึ้นว่า ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. เป็นต้นไป มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดีเซล B7 หน้าปั๊มจะเริ่มทยอยปรับลดลง และอาจลดต่อเนื่องจนถึงระดับหลักบาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและสถานะทางการเงินของกองทุน ซึ่งยังมีภาระหนี้ที่ต้องบริหารจัดการ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ดีเซล B7 จะลดราคาได้เกือบ 1 บาทหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า สามารถเริ่มนำเงินส่วนที่ประหยัดได้มาพิจารณาปรับลดราคาได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น แต่ต้องคำนวณให้เหมาะสมกับภาระกองทุนและผลจากมาตรการลดราคาน้ำมัน E20 และ B20 ที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยการปรับลดจะพิจารณาเป็นรอบตามจำนวนเงินที่สามารถนำมาใช้ได้จริง
เมื่อถามย้ำว่า ประชาชนจะเห็นราคาดีเซล B7 เริ่มลดลงในวันที่ 29 ต.ค. หรือไม่ นายเอกนัฏ ตอบว่า “ใช่ครับ” พร้อมระบุว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในช่วงเย็นก่อนประกาศมาตรการเพื่อให้มีผลในวันถัดไป
ส่วนการดูแลราคาน้ำมันเบนซินชนิดอื่น นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มุ่งลดเฉพาะดีเซล แต่จะพิจารณาจัดสรรผลประโยชน์ส่วนเกินตามความเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันที่ราคาปรับสูงขึ้นมากเกินไป เช่น การนำส่วนต่างจากดีเซลมาช่วยลดราคาดีเซล เพื่อให้เกิดผลกับผู้ใช้เชื้อเพลิงกลุ่มนั้นโดยตรง พร้อมพิจารณาช่วยเหลือน้ำมันชนิดอื่นตามความจำเป็น
สำหรับ E20 ปัจจุบันมีราคาประมาณ 33.50 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต และต่ำกว่าดีเซล B7 ราว 8-10 บาทต่อลิตร โดยปริมาณการใช้ E20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน จากเดิมที่เกือบเป็นศูนย์ ขณะที่ดีเซล B7 มีปริมาณการใช้ประมาณ 52 ล้านลิตรต่อวัน
“รัฐบาลจึงอยู่ระหว่างผลักดันให้ค่ายรถยนต์และสถานีบริการน้ำมันเพิ่มหัวจ่าย พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ใช้รถยนต์ จักรยานยนต์ รถกระบะ และภาคเกษตรกรรม หันมาใช้ E20 และ B20 มากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อไป”
นายเอกนัฏ ย้ำว่า การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่การแทรกแซงตลาด แต่เป็นการสร้างความเป็นธรรม โดยเปลี่ยนจากสูตรเดิมที่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์และบวกต้นทุนจำลอง มาใช้กลไกที่พิจารณาต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้าจริง รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัยตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง พร้อมกำหนดค่าการกลั่นอ้างอิงที่เหมาะสม
“หากค่าการกลั่นเพิ่มสูงเกินระดับที่เหมาะสมจากความผันผวนของตลาด กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะใช้กลไกนำส่วนต่างดังกล่าวกลับมาช่วยลดหรือพยุงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ไม่ให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับสูงขึ้นตามตลาดต่างประเทศอย่างเต็มที่”
นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่เข้ามาบริหารงาน กระทรวงพลังงานติดตามและประชุมเพื่อบริหารจัดการค่าการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นและการดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยต้องประสานการดำเนินงานกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดอัตราชดเชยหรืออุดหนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ส่วนการหารือกับผู้ค้าน้ำมัน นายเอกนัฏ ยืนยันว่าได้แจ้งแนวทางและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องแล้ว ขณะที่ร่างหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดำเนินการเสร็จสิ้น โดยการปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้จะมีผลตามคำสั่งที่ลงนามไว้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป