เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิง ได้ภาพแต่อาจไม่ได้ผล

24 ก.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ARTICLE : ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิง ได้ภาพแต่อาจไม่ได้ผล

การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับผู้นำจีน สี จิ้นผิง บ่งชี้ว่า กำลังจะมีเหตุการณ์สำคัญระดับโลกเกิดขึ้น แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า ผลของการประชุมอาจแค่ลวงตา ได้แต่ภาพแต่อาจไม่ได้ผล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยนางเมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลข 1 เดินทางไปต้อนรับผู้นำจีนและภริยา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนางเผิง ลี่หยวน ด้วยตนเอง ที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส (Joint Base Andrews) แคมป์สปริง รัฐแมรีแลนด์ แม้ว่าสภาพอากาศจะแปรปรวน โดยไปยืนรอที่เชิงบันได เมื่อเครื่องบินของผู้นำจีนไปถึงเมื่อวันพุธ (23 กันยายน) ตามเวลาท้องถิ่น

 

ผู้นำทั้งสองได้ทักทายและพูดคุยกัน ก่อนจะเดินเคียงข้างกันบนพรมแดง แต่มีเหตุผิดพลาดเล็กน้อย เมื่อเครื่องบินเจ็ตลำหนึ่งบินโฉบผ่านท้องฟ้า พร้อมเสียงดังสนั่นขณะที่เพลงชาติกำลังบรรเลง ทำให้ทรัมป์สะดุ้งและทำหน้าไม่พอใจ แต่ภาพรวมที่ปรากฏ ได้บ่งบอกถึงการพบปะกันของผู้นำที่ยิ่งใหญ่จาก 2 ประเทศมหาอำนาจที่สุดในโลก ที่จะกำหนดอนาคตของโลก

 

ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากสหรัฐฯ และจีน กำลังก้าวข้ามขอบเขตทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ท่ามกลางคำเตือนจากผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าอาจควบคุมไม่ได้ในไม่ช้า

🔵 [ภาพลวงตาทางการทูต และข้อตกลงที่หายไป]

สำนักข่าว CNN รายงานเชิงวิเคราะห์ว่า พิธีการที่เห็นอาจลวงตา การเยือนของผู้นำจีนไม่อาจเทียบกับการประชุมสุดยอดระหว่างอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน กับอดีตประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ของสหภาพโซเวียต ที่ทำให้สงครามเย็นยุติลงอย่างนุ่มนวล

 

คาดว่าการเยือนจะจบลงโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ที่จะออกมาเพื่อปกป้องมนุษยชาติ ไม่อาจเทียบกับเมื่อ 40 ปีก่อน ที่นำไปสู่การลดอาวุธนิวเคลียร์ในทศวรรษ 1980 ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องของการจำกัดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือการที่สหรัฐฯ กับจีนยอมเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของกันและกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจและความปลอดภัย

 

ยังมีโอกาสที่การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะสร้างความประหลาดใจได้ ที่จะเป็นการท้าทายหลักการทางการทูตแบบดั้งเดิมของจีน ที่ต้องอาศัยการเจรจาทางการทูตที่ซับซ้อนก่อนการประชุม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์ที่ดีอาจจำกัดอยู่แค่การขยายเวลาการ "สงบศึกทางการค้าทวิภาคี" ที่เพิ่งประกาศเมื่อเย็นวันพุธ (23 กุมภาพันธ์) ท่ามกลางความหวังว่าจะเกิดโครงการริเริ่มเล็กๆ น้อยๆ ทั้งเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ยาเสพติดเฟนทานิล การค้า และการหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหาร

🔵 [คาดหวังต่ำ: เมื่อ AI คือสมรภูมิชี้ชะตา]

คาดหวังค่อนข้างต่ำ เพราะต่างก็เป็นคู่แข่งเรื่องอาวุธปัญญาประดิษฐ์ ประเด็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของช่องว่างระหว่างคู่แข่งทั้งสอง แต่ละฝ่ายคิดว่าตนเองจะชนะ และทั้งคู่เข้าใจถึงเดิมพันในการแข่งขัน ทรัมป์เป็นคนพูดเองว่า "ใครชนะในเรื่อง AI คนนั้นก็ชนะ" และทั้งสองฝ่ายต่างต่อต้านข้อจำกัดใดๆ ที่มีต่อภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

นักวิเคราะห์เชื่อว่า จีนกำลังตามหลังสหรัฐฯ ในด้าน AI และจะไม่ยอมให้มีการชะลอตัวของอุตสาหกรรมนี้ร่วมกัน และมักมองว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ที่จำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของตน เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของชาติตะวันตก ที่จะแย่งชิงอำนาจระดับโลกที่จีนควรมี

 

🔵 [บุคลิกที่ขัดแย้ง และจุดอ่อนของสองผู้นำ]

"ความไม่ลงรอยกันทางบุคลิกภาพ" ระหว่างทรัมป์ที่ชอบตัดสินใจแบบฉับพลัน และสี จิ้นผิงที่รอบคอบ ยังเป็นลางบอกเหตุถึงอุปสรรคในการตัดสินใจแบบฉับพลัน ระบบการเมืองของสหรัฐฯ และจีนแตกต่างกันมาก และต่างก็มีแนวโน้มที่จะต่อต้านกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่มีจุดร่วมใดๆ และแม้แต่ละฝ่ายต่างต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ขาดอำนาจต่อรองที่จะบังคับให้มีการประนีประนอม

 

คะแนนนิยมของทรัมป์ที่กำลังลดลงอย่างมาก ท่ามกลางสงครามอิหร่าน อาจทำให้บารมีระดับโลกของเขาลดลง เมื่อปีที่แล้ว เขาพบว่าภัยคุกคามจากจีนที่จะลดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ อาจขัดขวางการรุกทางการค้าของเขา ในขณะที่สี จิ้นผิง แม้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะพอใจการบริหารประเทศหรือไม่ กลับเผชิญกับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

 

🔵 [ข้อจำกัดของการทูต: ภาพลักษณ์ vs สาระสำคัญ]

การประชุมสุดยอดระดับโลกส่วนใหญ่มักไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับการประชุมครั้งสำคัญในทศวรรษ 1970 ระหว่างประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน กับประธานเหมา เจ๋อตุง ผู้นำจีน ซึ่งมักทำให้รู้สึกไม่ประทับใจ

 

ทรัมป์มักจะให้ความสนใจต่อภาพลักษณ์ของการประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกมากกว่าสาระสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่การประชุมกับสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้ อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากนัก ส่วนการประชุมสุดยอดกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในสมัยแรกของเขา และการพบกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่ได้ผลอะไรมากไปกว่าภาพถ่ายของทรัมป์กับสองผู้นำเผด็จการที่ดูเหมือนเขาจะชื่นชม

 

ทรัมป์รอการเยือนของสี จิ้นผิง มาหลายเดือนแล้ว และต้องการที่จะแสดงออกถึงความเคารพอย่างสูง เช่นเดียวกับที่เขาแสดงออกเมื่อครั้งเดินทางไปปักกิ่งเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่เชื่อว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวอันใกล้ชิดกับผู้นำต่างประเทศ มีบทบาทชี้ขาดในกิจการระดับโลก ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์

 

ไลล์ โกลด์สตีน นักวิชาการอาวุโสและผู้อำนวยการโครงการเอเชียของสถาบันคลังสมอง  Defense Priorities ให้ความเห็นว่า การพบกันถือเป็น "เรื่องดี" และการทูตระดับบุคคลระหว่างสี จิ้นผิง กับทรัมป์ ได้ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับความสัมพันธ์ และลดความตึงเครียดทางทหาร รวมถึงประเด็นเรื่องไต้หวัน

 

🔵 [ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการเล่นเกมยาวของจีน]

ส่วนทรัมป์ได้ยกระดับความเชื่อมั่นในบทบาทที่เขามองว่า "ขาดไม่ได้" นี้ไปอีกขั้น เช่น เขามักอวดอ้างถึง "ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยม" ที่มีต่อสี จิ้นผิง ระหว่างการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งห่างไกลจากประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญสูงสุด ตอนไปปักกิ่ง เขาก็ยังกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์นี้อย่างกระตือรือร้น โดยบอกกับผู้นำจีนด้วยว่า "ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนกับท่าน" และเสริมว่า "มีผู้คนกล่าวกันว่า นี่คือการประชุมสุดยอดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา"

 

ความมุ่งมั่นของทรัมป์ ในการปกป้องสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำ ทำให้เขาต้องลำบากหาข้อแก้ตัวให้พวกเขาด้วย เช่น ในเดือนกรกฎาคม เขาบอกนักข่าวว่า "เราก็ทำอะไรกับพวกเขาเหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายเดียวทำ" เมื่อถูกถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งของจีนในปี 2020

 

ทรัมป์ยังลดความสำคัญของข้อกล่าวอ้างที่ว่า จีนให้ภาพถ่ายดาวเทียมของฐานทัพในจอร์แดนแก่อิหร่าน ก่อนการโจมตีทหารสหรัฐฯ ตามรายงานของ Wall Street Journal

 

ในทางกลับกัน ผู้นำจีนไม่ค่อยแสดง "ความอบอุ่น" ส่วนตัวตอบแทนทรัมป์ แสดงให้เห็นสัญญาณของการ "เล่นเกมการทูตระยะยาว" ที่จะดำเนินต่อไปอีกนานหลังทรัมป์พ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่เขาก็ยังเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการสนทนาแบบไม่เป็นทางการมากกว่า หู จินเทา อดีตประธานาธิบดีผู้เคร่งขรึม เพียงแต่ยังคงถูกจำกัดด้วยพิธีการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและธรรมเนียมการทูตที่ระมัดระวัง จึงไม่มีทางที่จะเห็นท่าทีประจบประแจงอย่างโจ่งแจ้งที่ผู้นำคนอื่นๆ ชอบใช้ เพื่อดึงทรัมป์มาอยู่ข้างตัวเอง

 

🔵 [บทสรุป: ปิดตายข้อตกลง AI]

สุดท้ายคือ ท่าทีของทรัมป์ที่คัดค้านการออกกฎระเบียบควบคุมใดๆ ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกประเทศ ได้ปิดโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในประเด็นนี้ไปแล้ว แม้ว่าจีนจะปฏิเสธการถูกควบคุมจากภายนอก แต่ก็แสดงท่าทีเปิดกว้างมากขึ้นต่อการสร้างกลไกป้องกันเชิงสถาบันและฉันทามติระดับโลก เกี่ยวกับแนวทางการรับมือกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ AI แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจีนจะลงมือปฏิบัติจริงนอกเหนือไปจากคำพูดเชิงหลักการหรือไม่

 

เมื่อวันพุธ ฟู่ ชง ผู้แทนถาวรของจีนประจำสหประชาชาติ ได้โจมตี "ประเทศมหาอำนาจบางประเทศ" (สื่อถึงสหรัฐฯ) ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติร่วมกับผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ว่า ประเทศเหล่านั้นสร้าง "กลุ่มก้อนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบแคบๆ" และบีบบังคับให้ประเทศอื่นเลือกใช้เทคโนโลยีของตน แทนที่จะใช้เทคโนโลยีของจีน

ข่าวล่าสุด